ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,451
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ⚠️ คืนสยอง Big Tech! Alphabet พุ่ง 7% Meta ร่วงกระจาย Microsoft กับ Amazon โดนเทเงียบๆ | สรุปงบ Big Tech

    นิคกี้จะเล่าให้ฟังว่าเมื่อคืนวันที่ 30 เมษายน 2026 (เวลาไทย) เป็นคืนที่นักลงทุนทั่วโลกต้องอดนอนกันยกใหญ่ เพราะ Microsoft, Alphabet (Google), Amazon และ Meta ปล่อยงบไตรมาสล่าสุดออกมาพร้อมๆ กันแบบรัวๆ และที่น่าสนใจคือ ทั้ง 4 บริษัทเล่าเรื่องเดียวกันเป๊ะ คือเรื่อง “AI กับเงินลงทุนมหาศาลในศูนย์ข้อมูล (Data Center)” แต่ปฏิกิริยาของตลาดต่อแต่ละเจ้ากลับแตกต่างกันคนละขั้ว มีคนถูกอุ้มขึ้น มีคนถูกเทกระจุย

    หัวใจของเรื่องคือ Capex หรือเงินลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของบริษัท ซึ่งในกรณีของ Big Tech ตอนนี้คือเงินที่ใช้สร้างศูนย์ข้อมูลและซื้อชิป GPU มาใช้เทรน AI นั่นเองค่ะ

    คำถามที่นักลงทุนทุกคนกำลังจ้องอยู่คือ “ลงเงินไปขนาดนั้น มันคุ้มไหม รายได้จาก AI โตทันการลงทุนหรือเปล่า” และคำตอบของแต่ละบริษัทก็แตกต่างกันชัดเจนมาก นิคกี้จะค่อยๆ ไล่ให้ฟังทีละเจ้า

    Alphabet (Google): พระเอกของคืนนี้ตัวจริง

    ถ้าจะมีใครชนะใจ Wall Street ในคืนนี้ ก็ต้องเป็น Alphabet บริษัทแม่ของ Google นี่แหละ ราคาหุ้นพุ่งขึ้นถึง 5.5% (บางช่วงพุ่งกว่า 7%) ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ หลังปิดตลาดที่ 349.94 ดอลลาร์ เพราะตัวเลขที่ออกมา “ดีเกินคาดแทบทุกหมวด” อย่างที่นักวิเคราะห์ Truist Securities บอกว่าเป็น “งบที่ดีโดดเด่น”

    รายได้รวมไตรมาสแรกของปี 2026 อยู่ที่ 109.90 พันล้านดอลลาร์ โต 22% เทียบปีก่อน เกินที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 107.1 พันล้านดอลลาร์

    ส่วนรายได้สุทธิหลังหักค่า TAC (Traffic Acquisition Cost คือเงินที่จ่ายให้พาร์ทเนอร์ที่ส่งทราฟฟิกมาให้ Google) อยู่ที่ 94.67 พันล้านดอลลาร์ โต 24% เทียบปีก่อน เกินคาดที่ 91.57 พันล้านดอลลาร์

    ส่วนกำไรต่อหุ้นโตแบบช็อกโลกที่ 5.11 ดอลลาร์ เทียบกับที่ตลาดคาดไว้แค่ 2.62 ดอลลาร์ คือเกินคาดเกือบเท่าตัว แต่ตรงนี้นิคกี้ต้องอธิบายเพิ่มนะคะ ว่ากำไรที่ดูดีเวอร์นี้ส่วนหนึ่งมาจาก “กำไรพิเศษที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง” จากการตีมูลค่าหุ้นในบริษัทเอกชนที่ Google ถือไว้ โดยเฉพาะ SpaceX ที่กำลังจะ IPO ปลายปีนี้ ทำให้ Alphabet บันทึกกำไรสุทธิจากหลักทรัพย์ทุนได้ถึง 36.9 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสนี้

    แต่ดาวเด่นจริงๆ ของงบนี้คือ Google Cloud ที่รายได้พุ่งขึ้นเป็น 20.03 พันล้านดอลลาร์ โต 63% เทียบปีก่อน เกินคาดที่ 18.41 พันล้านดอลลาร์

    และที่สำคัญคือ “อัตราการเร่งของการเติบโตเริ่มกลับมาแล้ว” แปลว่าเทียบไตรมาสต่อไตรมาส (q/q) ก็ยังโตเร็วขึ้นอีก เป็นสัญญาณว่าความต้องการ AI Software และ AI Infrastructure ของลูกค้ายังแรง

    กำไรจากการดำเนินงานของ Cloud ก็พุ่งขึ้นเป็น 6.60 พันล้านดอลลาร์ จากแค่ 2.18 พันล้านดอลลาร์ในปีก่อน คือกำไรเพิ่มขึ้น 3 เท่า ที่น่าตื่นเต้นกว่านั้นคือตัวเลข Backlog หรือมูลค่าสัญญาที่เซ็นแล้วแต่ยังไม่ได้บันทึกเป็นรายได้ พุ่งขึ้นเกือบเท่าตัวจากไตรมาสก่อน ทะลุ 460 พันล้านดอลลาร์ เปรียบเหมือนรายการสั่งจองที่ยังรอผลิตอยู่ในโกดัง บอกใบ้ว่ารายได้ในอนาคตยังมาอีกเยอะ

    CEO Sundar Pichai บอกว่าไตรมาสนี้คือ “ไตรมาสที่แรงที่สุดสำหรับแพลน AI ฝั่งคอนซูมเมอร์” โดยมีแอป Gemini เป็นตัวขับเคลื่อน และ Search ก็แข็งแรงต่อเนื่อง โดยจำนวนการค้นหาทำสถิติสูงสุดตลอดกาล แม้จะมีกระแสว่า ChatGPT และ Claude จะมาแย่งทราฟฟิก แต่ Google เถียงว่าการเอา AI ไปใส่ในผลการค้นหากลับทำให้คนใช้มากขึ้น มีจำนวนสมาชิกแบบจ่ายเงินรวม 350 ล้านราย จาก YouTube และ Google One

    ส่วน Waymo รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติของบริษัทก็ทะลุ 500,000 เที่ยวต่อสัปดาห์ และโมเดล Gemini ของบริษัทเองตอนนี้ประมวลผลโทเคนกว่า 16 พันล้านโทเคนต่อนาทีผ่าน API โดยตรง โต 60% จากไตรมาสก่อน

    ที่ Wall Street ปลื้มมากอีกข้อคือ Alphabet ตัดสินใจขยับ Capex ปี 2026 ขึ้นไปแตะ 190 พันล้านดอลลาร์ (จากเดิมที่บอกในเดือนกุมภาพันธ์ว่าจะใช้ไม่เกิน 185 พันล้านดอลลาร์) ซึ่งโดยปกติการเพิ่มเงินลงทุนแบบนี้จะทำให้ตลาดผวา แต่ในเคสนี้ ตลาดกลับเชื่อว่า Alphabet ลงทุนแล้วได้ผลจริง เพราะรายได้ Cloud โตทันการลงทุน Capex ไตรมาสนี้อยู่ที่ 35.67 พันล้านดอลลาร์ (ปีก่อนใช้แค่ 17.20 พันล้านดอลลาร์ คือเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว)

    นอกจากนี้ Google ยังประกาศจะเริ่มขายชิป TPU ของตัวเองให้ลูกค้าบางรายเอาไปใช้ในศูนย์ข้อมูลของตัวเอง ซึ่งถือเป็นการขยายตลาดของ TPU ออกไปท้าชน Nvidia โดยตรง อันนี้ถือว่าเป็นข่าวใหญ่มากในวงการ AI Chip แถม Alphabet ยังประกาศปรับเพิ่มเงินปันผลขึ้นอีก 5% เป็น 0.22 ดอลลาร์ต่อหุ้นต่อไตรมาส

    อีกประเด็นที่ต้องพูดถึงคือความสัมพันธ์ของ Google กับ Anthropic ที่เพิ่งประกาศสัปดาห์ที่แล้วว่า Google จะลงทุนใน Anthropic เพิ่มอีกถึง 40 พันล้านดอลลาร์ แต่ในเวลาเดียวกัน Anthropic ก็แข่งขันกับ Google ในตลาด AI โดยเฉพาะ “Claude Code” ผลิตภัณฑ์ AI สำหรับเขียนโค้ด ที่กลายเป็น Hit Product ในตลาดจนผู้บริหาร Google เริ่มกังวลว่าจะตกขบวนเรื่อง AI Coding มันคือสถานการณ์ “frenemy” หรือคู่แข่งที่เป็นเพื่อนกันไปด้วยอย่างเต็มตัว

    Evercore ISI ให้ราคาเป้าหมาย 400 ดอลลาร์ บอกว่างบนี้ “น่าประทับใจมาก” และสะท้อน “operating leverage หรือการที่กำไรโตเร็วกว่ารายได้” ที่แข็งแรง แม้จะอยู่ในช่วงลงทุน AI หนักก็ตาม

    ขณะที่ Citi ให้ราคาเป้า 405 ดอลลาร์ Truist ให้ 385 ดอลลาร์ Stifel 387 ดอลลาร์ ทุกค่ายเทใจให้ Alphabet ว่าเป็นผู้ชนะของรอบนี้

    Microsoft: เกือบดี แต่ยังไม่พอใจคนดู

    เคสของ Microsoft น่าสนใจมาก เพราะตัวเลขเกินคาดเกือบทุกบรรทัด แต่ราคาหุ้นกลับร่วงในการซื้อขายนอกเวลาทำการ และที่จริงแล้วราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปีก็ลบไปแล้วประมาณ 12% ทั้งๆ ที่บริษัทเป็นเบอร์ต้นๆ ของวงการ AI

    ปัญหาของ Microsoft ในสายตานักลงทุนคือคำว่า “narrowly beat” หรือ “เกินคาดแบบหวุดหวิด” ค่ะ

    หมวดที่เป็นจุดเด่นของบริษัทคือ Azure ซึ่งเป็นธุรกิจคลาวด์หลัก รายงานว่าโต 39% หลังปรับผลกระทบจากค่าเงินแล้ว เกินคาดที่ 38.2% เพียงนิดเดียว ในขณะที่คู่แข่งสองค่ายหลักทั้ง Google Cloud และ AWS ของ Amazon ต่างก็โชว์การเร่งตัวที่แรงกว่ามาก จนนักวิเคราะห์ Raimo Lenschow ของ Barclays ออกมาบอกตรงๆ ว่า “ไม่ได้สร้างภาพที่เป็นบวกต่อโมเมนตัม AI ของ Microsoft”

    รายได้รวมไตรมาส 3 ปีงบประมาณของ Microsoft อยู่ที่ 82.89 พันล้านดอลลาร์ เกินคาดที่ 81.46 พันล้านดอลลาร์ โดย Microsoft Cloud ทำได้ 54.5 พันล้านดอลลาร์ Intelligent Cloud 34.68 พันล้านดอลลาร์ ส่วน Productivity and Business Processes ที่เป็นหมวด Office 365 ทำได้ 35.01 พันล้านดอลลาร์ โต 17% และ More Personal Computing 13.19 พันล้านดอลลาร์ EPS อยู่ที่ 4.27 ดอลลาร์ กำไรจากการดำเนินงาน 38.40 พันล้านดอลลาร์ เกินคาดที่ 36.9 พันล้านดอลลาร์

    ตัวเลขที่นิคกี้คิดว่าน่าสนใจที่สุดคือเรื่อง Copilot ผู้ช่วย AI เรือธงของ Microsoft ตอนนี้มีลูกค้าจ่ายเงินใช้บริการแล้ว 20 ล้านราย เพิ่มขึ้นจาก 15 ล้านในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นข่าวดี แต่ต้องย้อนความว่าในไตรมาสที่แล้ว Microsoft โดน Wall Street สวดกระจายเพราะเปิดเผยว่ามีแค่ประมาณ 3% ของผู้ใช้องค์กรของ Microsoft ที่ยอมจ่ายเงินใช้ Copilot ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับฐานลูกค้ามหาศาล หลังจากนั้น Microsoft ก็เปลี่ยนกลยุทธ์มาเน้นการขายมากกว่าการแจกใช้ฟรี

    CEO Satya Nadella บอกว่าธุรกิจ AI ของบริษัท “ผ่านระดับรายได้ต่อปี (annual run rate) ที่ 37 พันล้านดอลลาร์แล้ว” โต 123% เทียบปีก่อน ซึ่งรวมรายได้จากแอป AI ที่สร้างบน Azure การเปิดให้ใช้โมเดลบนแพลตฟอร์ม และแอป AI ของ Microsoft เอง

    ที่เป็นจุดแปลกใจในงบนี้คือเรื่อง Capex ที่ลงไปแค่ 31.9 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสนี้ ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 35.3 พันล้านดอลลาร์ (ตัวเลขนี้รวม Lease หรือสินทรัพย์เช่าด้วย)

    ปกติแล้วการใช้เงินน้อยลงน่าจะเป็นเรื่องดี แต่ในบริบทของ AI Race ตลาดมองว่านี่อาจเป็นสัญญาณว่า Microsoft “เปิดศูนย์ข้อมูลใหม่ไม่ทันความต้องการ” ทำให้พลาดโอกาสรับลูกค้าใหม่ๆ ไป

    2 ใน 3 ของ Capex ทั้งหมดเป็นการลงทุนในสินทรัพย์อายุสั้น (ประมาณ 6 ปี) คือ GPU และ CPU ที่ใช้รันงาน AI ส่วนที่เหลือเป็นสินทรัพย์อายุยาวที่จะใช้สร้างรายได้ในระยะ 15 ปี

    หมวดอื่นๆ ของ Microsoft

    รายได้ Microsoft 365 Commercial Cloud โต 19%
    Consumer Cloud โต 33%
    LinkedIn โต 12%
    Dynamics 365 โต 22%
    ส่วนหมวดที่ไม่ค่อยสวยคือ Windows OEM and Devices ลด 2% และ Xbox Content and Services ลด 5%

    นักวิเคราะห์ Brent Thill ของ Jefferies เคยเขียนก่อนงบออกว่า ราคาหุ้นที่ตกในช่วงต้นปีหลักๆ มาจากความกังวลเรื่อง “การยอมรับ Copilot ที่อ่อนแอ และความยั่งยืนของธุรกิจ Office”

    ‍ Amazon: AWS กลับมาแรง แต่ Free Cash Flow แทบเป็นศูนย์

    Amazon เป็นเคสที่ผสมผสานข่าวดีและข่าวที่ทำให้นักลงทุนหวาดเสียวพร้อมกัน รายได้รวม Q1 อยู่ที่ 181.52 พันล้านดอลลาร์ โต 17% เทียบปีก่อน เกินคาดที่ 177.23 พันล้านดอลลาร์

    EPS 2.78 ดอลลาร์ เกินคาดที่ 1.62 ดอลลาร์แบบกระจุบกระจาย

    กำไรจากการดำเนินงาน 23.85 พันล้านดอลลาร์ เกินคาดที่ 20.75 พันล้านดอลลาร์ อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operating Margin) อยู่ที่ 13.1% เทียบกับที่คาดไว้ 11.7% ถือว่าทำได้ดีกว่าคาดหมดทุกบรรทัด

    ดาวเด่นของงบนี้คือ AWS หรือ Amazon Web Services ธุรกิจคลาวด์ ที่รายได้พุ่งเป็น 37.59 พันล้านดอลลาร์ โต 28% หลังปรับค่าเงิน เกินคาดที่ 25.7% และที่สำคัญคือ “เป็นการเติบโตที่เร็วที่สุดในรอบ 15 ไตรมาส หรือเกือบ 4 ปี” เทียบกับช่วงไตรมาส 2 ปี 2022 เป็นต้นมา

    CEO Andy Jassy บอกในแถลงการณ์ว่า ธุรกิจชิปของบริษัทตอนนี้ทะลุระดับรายได้ต่อปี 20 พันล้านดอลลาร์แล้ว และโตในระดับ “หลักร้อยเปอร์เซ็นต์” เทียบปีก่อน ส่วนธุรกิจโฆษณาก็ขึ้นไปแตะ 70 พันล้านดอลลาร์ในรอบ 12 เดือนล่าสุด หน่วยสินค้าใน Stores ก็โต 15% ซึ่งสูงสุดตั้งแต่ปลายยุคล็อกดาวน์โควิด

    หมวดอื่นๆ ที่น่าสนใจ Online Stores ทำได้ 64.25 พันล้านดอลลาร์ โต 12% Advertising 17.24 พันล้านดอลลาร์ โต 24% Subscription Services 13.43 พันล้านดอลลาร์ Third-Party Seller Services 41.58 พันล้านดอลลาร์ Physical Stores 5.79 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งในไตรมาสนี้เอง Amazon เพิ่งปิดร้าน Amazon Fresh ที่ขายของชำและร้าน Go ที่เป็นร้านสะดวกซื้อแบบไม่มีแคชเชียร์ลง ถือเป็นการถอยจากธุรกิจหน้าร้านที่ใช้แบรนด์ Amazon อีกครั้ง

    แต่ที่ทำให้ราคาหุ้นร่วงประมาณ 2% ในการซื้อขายนอกเวลา (หลังปิดที่ 263.04 ดอลลาร์ และบวกไปแล้ว 14% ตั้งแต่ต้นปี) คือเรื่องเงินที่ใช้ไป Capex ในไตรมาสเดียวพุ่งเป็น 44.2 พันล้านดอลลาร์ และถ้าดูยอดสะสม 12 เดือน บริษัทใช้เงินลงทุนในที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ ไปแล้วถึง 151 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 57.9 พันล้านดอลลาร์จากปีก่อน Jassy บอกว่าปีนี้ทั้งปี Amazon ตั้งใจจะใช้เงินประมาณ 200 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 56% จากปี 2025 โดยส่วนใหญ่ลงไปกับศูนย์ข้อมูลที่ออกแบบมาเพื่องาน AI โดยเฉพาะ

    ผลคือ Free Cash Flow หรือกระแสเงินสดอิสระ (เงินสดที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและเงินลงทุนแล้ว) ในรอบ 12 เดือนล่าสุดของ Amazon “เหลือแค่ 1.2 พันล้านดอลลาร์” จากที่เคยมี 25.9 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน คือลดไป 95%

    นี่เป็นตัวเลขที่ทำให้นักลงทุนตกใจมาก เพราะแสดงว่าเงินที่ Amazon ทำได้แทบจะเทไปลงทุน AI หมด แต่ Amazon ก็มีการ์ดสำคัญในมือคือ ดีลกับ OpenAI และ Anthropic ที่ผูกมัดให้สอง AI Lab ดังนี้จ่ายเงินใช้บริการ AWS รวมกันมากกว่า 100 พันล้านดอลลาร์ในปีต่อๆ ไป ซึ่งช่วยปลอบใจนักลงทุนว่ารายได้ในอนาคตจะมาเติม

    ส่วนคำแนะนำสำหรับ Q2 Amazon ให้กรอบรายได้ที่ 194-199 พันล้านดอลลาร์ เกินคาดที่ 189.15 พันล้านดอลลาร์ และกำไรจากการดำเนินงานที่ 20-24 พันล้านดอลลาร์ ใกล้เคียงคาด 22.86 พันล้านดอลลาร์

    Meta: เคสที่ทำเอาคนผวา หุ้นร่วงแรง

    ถ้าจะมีคนเป็นพระเอกฝั่งหนึ่ง ก็ต้องมีคนเป็นผู้ร้ายฝั่งหนึ่ง และผู้ร้ายของคืนนี้คือ Meta ที่ราคาหุ้นร่วงแรงถึง 7% ในการซื้อขายนอกเวลา หลังปิดที่ 669.12 ดอลลาร์ (บวกไปแล้ว 1.4% ตั้งแต่ต้นปี) ทั้งๆ ที่ตัวเลขผลประกอบการดูดีมาก

    รายได้ Q1 ของ Meta อยู่ที่ 56.31 พันล้านดอลลาร์ โต 33% เทียบปีก่อน เกินคาดที่ 55.51 พันล้านดอลลาร์

    รายได้โฆษณา 55.02 พันล้านดอลลาร์ โต 33% หมวด Family of Apps (ที่รวม Facebook, Instagram, WhatsApp, Threads) ทำได้ 55.91 พันล้านดอลลาร์ โต 33%

    ส่วน Reality Labs ที่เป็นธุรกิจ VR/AR ทำได้แค่ 402 ล้านดอลลาร์ ลดลง 2.4% และยังขาดทุน 4.03 พันล้านดอลลาร์

    กำไรจากการดำเนินงาน 22.87 พันล้านดอลลาร์ โต 30% อัตรากำไรจากการดำเนินงาน 41%

    EPS 10.44 ดอลลาร์ เทียบกับ 6.43 ดอลลาร์ในปีก่อน

    Ad Impressions หรือจำนวนครั้งที่โฆษณาถูกแสดง โต 19% เทียบกับ 5% ในปีก่อน ราคาเฉลี่ยต่อโฆษณาโต 12% รายได้สุทธิ 26.8 พันล้านดอลลาร์ โดยรวมประโยชน์ทางภาษีพิเศษแบบจ่ายครั้งเดียวที่ไม่ใช่เงินสด (one-time, non-cash income tax benefit) ที่ 8.03 พันล้านดอลลาร์ ที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีของสหรัฐที่ลงนามเป็นกฎหมายในเดือนกรกฎาคม ส่วนนักวิเคราะห์คาดกำไรสุทธิที่ไม่รวมประโยชน์นี้ไว้ที่ 17.2 พันล้านดอลลาร์

    แต่ปัญหาที่ทำให้ตลาดผวาคือ 2 เรื่องหลักค่ะ

    เรื่องแรก จำนวนผู้ใช้งานรายวัน (Daily Active People หรือ DAP) ของ Meta บนทุกแพลตฟอร์มลดลงเล็กน้อยเหลือ 3.56 พันล้านราย ซึ่ง “เป็นการลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่บริษัทเริ่มใช้เมตริกนี้”

    CFO Susan Li ชี้แจงว่าสาเหตุมาจากการขัดจังหวะของอินเทอร์เน็ตในอิหร่าน (ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์สงครามที่กำลังเกิดขึ้นจาก Operation Epic Fury) และการที่รัสเซียจำกัดการเข้าถึง WhatsApp ถ้าไม่มีปัญหาภูมิรัฐศาสตร์เหล่านี้ ผู้ใช้น่าจะยังโตเป็นบวก

    เรื่องที่สอง และเป็นเรื่องใหญ่กว่ามาก คือการที่ Meta ปรับเพิ่มกรอบ Capex ปี 2026 ขึ้นเป็น 125-145 พันล้านดอลลาร์ จากเดิมที่ให้ไว้ 115-135 พันล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้นประมาณ 7.4%) ในขณะที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 123.11 พันล้านดอลลาร์

    Susan Li บอกว่าการเพิ่มเงินส่วนนี้ส่วนหนึ่งมาจากความเชื่อมั่นว่ากลยุทธ์ AI ของบริษัทกำลังเดินถูกทาง แต่ส่วนหนึ่งก็มาจาก “ราคาส่วนประกอบที่สูงขึ้น” (higher component pricing) โดยเฉพาะชิปหน่วยความจำที่กำลังขาดตลาด รวมถึงค่าใช้จ่ายของศูนย์ข้อมูลเพิ่มเติม

    Meta ประกาศดีลพันล้านดอลลาร์กับ Nvidia, AMD และ Broadcom สำหรับชิปและฮาร์ดแวร์ตั้งแต่ต้นปี และกำลังสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่หลายแห่ง

    ปัญหาคือ Mark Zuckerberg ไม่ได้บอกชัดเจนว่าเงินที่ลงไปขนาดนี้จะกลับมาเป็นรายได้อย่างไร ตัวเขาเองยอมรับบนคอลล์นักวิเคราะห์ว่า “ฉันยังไม่มีแผนที่ละเอียดมากๆ ว่าผลิตภัณฑ์ AI แต่ละตัวจะถูกขยายออกไปอย่างไร แค่รู้ทิศทางคร่าวๆ ว่ามันต้องไปถึงไหน” แล้วยังเสริมเองด้วยว่าคำตอบของเขาอาจจะ “ฟังแล้วไม่หนำใจ”

    Bloomberg Intelligence โดย Mandeep Singh วิเคราะห์ว่า การเพิ่ม Capex ขึ้นไป 135 พันล้านดอลลาร์โดยเฉลี่ย “เพิ่มเดิมพัน” ของ Meta อย่างมาก เพราะบริษัทใช้โมเดล LLM ของตัวเอง (แทนที่จะซื้อจาก OpenAI หรือ Anthropic) ซึ่ง “ยังตามหลังบริษัท Frontier Lab อื่นๆ” และ “แอปสแตนด์อโลนของ Meta ก็ยังไม่ได้มี Engagement ที่สู้ Frontier Lab อื่นได้”

    อย่างไรก็ตาม Hargreaves Lansdown ออกมาบอกว่าการที่หุ้นร่วงน่าจะเป็น “การตอบสนองที่เกินเหตุ” เพราะการเพิ่ม Capex นี้ “ค่อนข้างเล็กเทียบกับแผนการลงทุนเดิม” และที่จริงงบมาท่ามกลางพื้นฐานของรายได้และ Margin ที่แข็งแรงมาก Truist ยังคงคำแนะนำซื้อที่ราคาเป้าหมาย 900 ดอลลาร์ ส่วน Stifel ให้ 805 ดอลลาร์

    ในเดือนเมษายนต้น Meta เพิ่งเปิดตัวโมเดล AI ล่าสุด Muse Spark ซึ่งเป็นโมเดลตัวแรกหลังจากที่ Zuckerberg ทำการรื้อโครงสร้างองค์กร AI ครั้งใหญ่ระดับหลายพันล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว และบริษัทยังบอกว่ากำลังเทรนโมเดลที่ก้าวหน้ากว่านี้อยู่

    ในเชิงประหยัดต้นทุน สัปดาห์ที่แล้ว Meta แจ้งพนักงานทางอีเมลภายในว่าจะเลิกจ้างประมาณ 8,000 ตำแหน่ง และจะไม่เปิดรับสมัครอีก 6,000 ตำแหน่งที่ว่างอยู่

    Evercore ISI ประมาณการว่ามาตรการนี้จะประหยัดเงินได้ประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์ต่อปี โดยบริษัทจะหันไปพึ่ง AI Agent มาช่วยทำงานที่เคยใช้คนแทน แต่ 3 พันล้านนี่ก็เป็นแค่เศษเสี้ยวเดียวเทียบกับ 135 พันล้านที่จะลงทุน AI

    อีกปัญหาที่ลอยอยู่เหนือ Meta คือคดีฟ้องร้องเรื่องความปลอดภัยของเด็กที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในเดือนมีนาคม ลูกขุนตัดสินให้ Meta ต้องรับผิดในคดีที่ผู้หญิงอายุ 20 ปีฟ้องว่าปัญหาสุขภาพจิตที่เป็นมานานของเธอ มีสาเหตุจากการเสพติดโซเชียลมีเดีย แม้ค่าเสียหายในคดีเดียวจะอยู่หลักล้านดอลลาร์ แต่คำตัดสินนี้อาจเปิดทางให้คดีอื่นๆ อีกหลายพันล้านดอลลาร์ตามมา และมีอีก 2 คดี Bellwether (คดีตัวอย่างที่ใช้ชี้นำคดีอื่น) เตรียมขึ้นศาลในรัฐแคลิฟอร์เนียในปีนี้

    ภาพรวมที่นิคกี้สรุปให้ฟัง

    คืนนี้คือบทเรียนที่ชัดเจนมากของยุค AI Race ว่าการ “ลงเงินเยอะ” ไม่ใช่คำตอบเดียวที่ตลาดต้องการ สิ่งที่ตลาดต้องการคือ “ลงเงินเยอะ + รายได้โตทันการลงทุน + เห็นเส้นทางการสร้างผลตอบแทนที่ชัดเจน”

    Alphabet ผ่านเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อจึงถูกอุ้มขึ้น
    Microsoft โตช้าเกินไปเทียบเงินที่ใช้
    Amazon โตเร็วแต่ Free Cash Flow แทบหมด ตลาดเลยรับได้แบบกล้ำๆ กลืนๆ
    ส่วน Meta คือเคสที่เลวร้ายที่สุดในแง่ของการสื่อสาร เพราะ Zuckerberg เพิ่ม Capex โดยไม่ได้ตอบให้ชัดว่าเงินจะกลับมาทางไหน

    ที่น่าสังเกตคือ Capex ปี 2026 รวมกันของแค่ 4 บริษัทนี้ Microsoft ยังไม่ได้ให้ตัวเลขเต็มปี Alphabet 190 พันล้าน Amazon 200 พันล้าน Meta 125-145 พันล้าน

    รวมกัน 3 รายแล้วก็ทะลุ 500 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 17 ล้านล้านบาท นี่ยังไม่นับ Microsoft กับ Oracle และผู้เล่นรายอื่นๆ อีก ถือเป็นการลงทุนรอบใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ทุนนิยม

    คำถามสำคัญที่ตลาดจะถามต่อไปทุกไตรมาสหลังจากนี้คือ “เงินมหาศาลขนาดนี้จะกลายเป็นกำไรเมื่อไหร่” และในระยะสั้น ความผันผวนของหุ้นเทคยักษ์จะอยู่กับเราไปอีกพักใหญ่ค่ะ

    ปล. แบบนี้คนขายชิป + คนผลิตชิปรวยยยยย
    ปล2. ตัวเลข After Market เปลี่ยนตลอดนะคะ แอดเอามาเฉพาะหลังงบออกนะ บางทีมันเปลี่ยนได้หาก earnings call ออกมาดีค่ะ

    https://www.facebook.com/share/p/1EWgGXi1QR/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,451
    ค่าพลัง:
    +97,153
    การสร้าง Data Center ในสหรัฐกำลังล่าช้าหรือถูกยกเลิก ไปมากกว่าครึ่งหนึ่งแล้วในปีนี้เพราะ "ขาดโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน"

    [Bloomberg รายงาน]


    Data Center สหรัฐสะดุดหนัก เกือบครึ่งหนึ่งในปี 2026 ล่าช้าหรือถูกยกเลิก

    รายงานวิเคราะห์จาก Bloomberg และ Sightline Climate ระบุว่า โครงการ Data Center ในสหรัฐอเมริกาที่วางแผนสำหรับปี 2026 กำลังเผชิญปัญหาหนัก โดยจากกำลังการผลิตที่คาดไว้ราว 12 กิกะวัตต์ ปัจจุบันมีเพียงประมาณ 1 ใน 3 เท่านั้นที่อยู่ในขั้นตอนก่อสร้างจริง สาเหตุหลักมาจากข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า โดยเฉพาะหม้อแปลงที่มีระยะเวลารอคอยยาวถึง 5 ปี และคิวเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าที่อาจนานถึง 5–7 ปี

    ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมยังชี้ว่าเกือบ 40% ของโครงการทั้งหมด รวมถึงโครงการที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Microsoft, Oracle และ OpenAI มีความล่าช้ามากกว่า 3 เดือน โดยมีปัจจัยกดดันจากการขาดแคลนแรงงาน ปัญหาด้านใบอนุญาต และแรงต่อต้านจากชุมชนในพื้นที่ ส่งผลให้โครงการมูลค่ารวมกว่า 64,000 ล้านดอลลาร์ใน 24 รัฐถูกชะลอ

    สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความไม่สมดุลระหว่างความต้องการใช้พลังงานของ AI ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 650,000 ล้านดอลลาร์ กับโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของสหรัฐที่ยังตามไม่ทัน โดยแม้บางผู้เล่นจะมองเห็นโอกาสจากการมี capacity พร้อมใช้งาน แต่หลายฝ่ายเริ่มกังวลว่าการเติบโตของอุตสาหกรรม AI อาจชะลอลงจากข้อจำกัดด้านพลังงานในระยะยาว

    https://www.facebook.com/share/18yLaZiihk/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,451
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทั้งที่ยังไม่เริ่มยก 2 แต่น้ำมันขึ้นช้าแต่ชัวร์ไปที่ 120+ ดอล / บาร์เรลเรียบร้อย รอบนี้ราคาไม่น่าจะลงด้วยคำพูดทรัมป์
    ถ้ายก 2 เริ่ม น้ำมันคงจะ 150-200 ยาวๆ

    https://www.facebook.com/share/1KdVV9o9Ug/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,451
    ค่าพลัง:
    +97,153
    วอร์รูมอิหร่านขู่ ถ้ามะกันไม่ยกเลิกการปิดล้อม เห็นดีกันแน่! เตรียมเจออาวุธลับที่อยู่ใกล้ตัวมะกัน!

    https://www.facebook.com/share/p/19sfibjzoc/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,451
    ค่าพลัง:
    +97,153
    มติเฟดเสียงแตก!
    ตรึงดอกเบี้ย 3.50-3.75%
    ท่ามกลางวิกฤตพลังงานพุ่ง
    และไฟสงครามตะวันออกกลาง

    คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบเป้าหมาย 3.50-3.75% ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงขยายตัวได้อย่างมั่นคง แม้ตัวเลขการจ้างงานใหม่จะอยู่ในระดับต่ำและอัตราการว่างงานแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ปัญหาท้าทายสำคัญที่เฟดกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดคือตัวเลขเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากการดีดตัวขึ้นของราคาพลังงานในตลาดโลก ผนวกกับสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญในการสร้างความไม่แน่นอนอย่างหนักต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยเฟดยังคงยึดมั่นในภารกิจสำคัญที่จะต้องรักษาระดับการจ้างงานสูงสุดควบคู่ไปกับการดึงอัตราเงินเฟ้อให้กลับลงมาสู่เป้าหมายที่ 2% ในระยะยาว

    สำหรับการพิจารณาจังหวะเวลาและทิศทางของการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยในอนาคตนั้น เฟดระบุว่าจะประเมินข้อมูลเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่ทยอยเข้ามาอย่างรัดกุม ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขในตลาดแรงงาน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อ การคาดการณ์เงินเฟ้อ ตลอดจนความเคลื่อนไหวทางด้านการเงินและสถานการณ์ระหว่างประเทศ ทั้งนี้ เฟดยืนยันว่าพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนจุดยืนทางนโยบายการเงินให้เหมาะสมทันที หากพบว่ามีความเสี่ยงใหม่ๆ ปรากฏขึ้นซึ่งอาจเป็นอุปสรรคขัดขวางการบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ โดยการตัดสินใจทั้งหมดจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของการรักษาสมดุลความเสี่ยงเพื่อประคองเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้

    สิ่งที่สร้างความน่าสนใจในการประชุมรอบนี้คือการลงมติที่ไม่เป็นเอกฉันท์และสะท้อนถึงมุมมองที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนภายในคณะกรรมการ โดยมีผู้โหวตสนับสนุนมติดังกล่าวจำนวน 8 เสียง นำโดยประธาน เจอโรม พาวเวลล์ ขณะที่มีผู้โหวตคัดค้านถึง 4 เสียง ซึ่งประกอบไปด้วย สตีเฟน มิราน ที่ต้องการให้เฟดเร่งปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% ทันทีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ในขณะที่กรรมการอีก 3 ท่าน ได้แก่ เบธ แฮมแมค, นีล แคชคารี และลอรี โลแกน แม้จะสนับสนุนให้ตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม แต่กลับลงมติคัดค้านเนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการนำถ้อยคำที่ส่งสัญญาณถึง "แนวโน้มการผ่อนคลายนโยบาย" ระบุลงไปในแถลงการณ์ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกยังคงมีความเสี่ยงและเปราะบางสูงเช่นนี้

    #FED #FOMC #JEROMEPOWELL

    https://www.facebook.com/share/1WxHxLMKNa/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,451
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จับตาความขัดแย้งในสหภาพยุโรปหลังผู้นำโปรตุเกสสร้างแรงสั่นสะเทือนด้วยการเสนอให้เชิญผู้นำรัสเซียเข้าร่วมประชุม G20 ที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพ

    รอยร้าวในยุโรป! นายกฯ โปรตุเกสหนุนเชิญ 'ปูติน' ร่วมวง G20 ที่ไมแอมี เมินเสียงค้านชาติพันธมิตร

    นายกรัฐมนตรีลูอิส มอนเตเนโกร แห่งโปรตุเกส กลายเป็นศูนย์กลางของกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในระดับภูมิภาค หลังออกมาแสดงท่าทีสนับสนุนให้มีการเชิญประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย เข้าร่วมการประชุมสุดยอด G20 ที่มีกำหนดจะจัดขึ้น ณ นครไมแอมี สหรัฐอเมริกา ในเดือนธันวาคม 2026 โดยเขาระบุว่า "การเจรจาโดยตรงเป็นสิ่งจำเป็น" เพื่อหาทางออกให้กับความตึงเครียดของโลกที่ลากยาวมาหลายปี

    อย่างไรก็ตาม ท่าทีดังกล่าวถูกคัดค้านอย่างหนักจากผู้นำในสหภาพยุโรปหลายประเทศที่มองว่า การเชิญผู้นำรัสเซียในขณะที่สงครามในยูเครนยังไม่มีข้อยุติที่ชัดเจน จะเป็นการทำลายจุดยืนด้านความมั่นคงของกลุ่ม ขณะที่ทางด้านรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่ได้มีการแสดงท่าทีอย่างเป็นทางการว่าจะดำเนินการตามคำร้องขอของพันธมิตรรายนี้หรือไม่

    สถานการณ์นี้กำลังถูกมองว่าเป็นบททดสอบสำคัญของความเอกภาพภายใน EU และความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโลกกำลังจับตามองว่าทรัมป์จะใช้เวที G20 ในการปรับเปลี่ยนทิศทางจีโอโพลิติกส์โลกอย่างไร ท่ามกลางแรงกดดันจากกลุ่มประเทศตะวันตกที่ยังคงยึดมั่นในมาตรการคว่ำบาตรต่อเครมลิน

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    Fact Check
    ✔ ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว: นายกฯ โปรตุเกสแสดงความเห็นว่าควรมีรัสเซียในโต๊ะเจรจา G20 ปี 2026
    ⚠ ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ: การตอบรับอย่างเป็นทางการจากทำเนียบขาวต่อข้อเสนอนี้
    ✖ ข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน: การยืนยันรายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม G20 อย่างเป็นทางการล่วงหน้าจากทางเจ้าภาพ

    ระดับความน่าเชื่อถือของข่าว:
    Confirmed – รายงานตรงกันจากสื่อหลักเกี่ยวกับคำแถลงของนายกรัฐมนตรีโปรตุเกส

    Status: Developing Story – ข้อมูลอาจมีการอัปเดตเมื่อมีการยืนยันเพิ่มเติม
    Source: Reuters / Bloomberg

    https://www.facebook.com/share/1KeicqyzEC/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,451
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จับตา "NORD" ซูเปอร์ยอร์ท 1.8 หมื่นล้านล่องผ่านฮอร์มุซ อิหร่านคุมน่านน้ำเบ็ดเสร็จ สหรัฐฯ ได้แต่ยืนมอง!
    เมื่อเรือหรูระดับโลกต้องวัดใจในเขตน่านน้ำที่ร้อนแรงที่สุด และดูเหมือนว่างานนี้ "อิหร่าน" จะเป็นผู้คุมกติกาครับ
    —————
    การเดินทางของคฤหาสน์ลอยน้ำมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์
    ปฏิบัติการล่องเรือผ่าน "ช่องแคบฮอร์มุซ" จุดยุทธศาสตร์โลก
    ท่าทีที่น่าสนใจของอิหร่านต่อมิตรภาพฝั่งรัสเซีย
    สหรัฐฯ กับความเงียบกริบที่แฝงไปด้วยความนัย
    บทสรุปของอำนาจเหนือเขตน่านน้ำสากล
    —————
    การเดินทางของคฤหาสน์ลอยน้ำมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์
    :
    1- กลายเป็นที่ฮือฮาไปทั่วโลกครับ เมื่อ "Nord" ซูเปอร์ยอร์ทสุดหรูยาว 142 เมตร ของมหาเศรษฐีชาวรัสเซีย Alexey Mordashov ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง
    2- หลังจากจอดซ่อมบำรุงในดูไบอยู่นาน ล่าสุดมันเริ่มขยับเขยื้อนมุ่งหน้าสู่เส้นทางที่อันตรายที่สุดแห่งหนึ่งของโลกด้วยมูลค่ากว่า 18,000 ล้านบาท
    3- เรือลำนี้ไม่ใช่แค่เรือธรรมดา แต่มันคือสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งที่กำลังท้าทายมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกอย่างชัดเจนที่สุดครับ
    —————
    ปฏิบัติการล่องเรือผ่าน "ช่องแคบฮอร์มุซ" จุดยุทธศาสตร์โลก
    :
    4- เส้นทางที่ Nord เลือกใช้คือ "ช่องแคบฮอร์มุซ" ประตูระบายน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ซึ่งปัจจุบันอยู่ในความดูแลอย่างเข้มงวดของกองทัพอิหร่าน
    5- การล่องเรือผ่านจุดนี้ในช่วงที่ความตึงเครียดทางการเมืองสูงปรี๊ดถือเป็นเรื่องที่คนทั้งโลกต้องจับตามองแบบไม่กระพริบตาเลยทีเดียว
    6- หลายคนตั้งคำถามว่า ในเมื่อน่านน้ำนี้ "อิหร่าน" คือเจ้าถิ่น แล้วเรือสัญชาติรัสเซียลำนี้จะผ่านไปได้แบบไร้รอยขีดข่วนหรือไม่ครับ
    —————
    ท่าทีที่น่าสนใจของอิหร่านต่อมิตรภาพฝั่งรัสเซีย
    :
    7- ผลปรากฏว่าอิหร่านให้ไฟเขียวแบบสะดวกโยธินครับ เรือ Nord ล่องผ่านไปได้อย่างสง่างามภายใต้ธงชาติรัสเซีย โดยไม่มีการขัดขวางใดๆ
    8- นี่คือการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างเตหะรานและมอสโก ที่ต่างคนต่างรู้ใจและให้เกียรติซึ่งกันและกันในฐานะพันธมิตรผู้ทรงอิทธิพล
    9- อิหร่านแสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถควบคุมและคัดกรอง "ใคร" ก็ตามที่จะผ่านประตูบ้านของเขาได้อย่างเบ็ดเสร็จและมีชั้นเชิงครับ
    —————
    สหรัฐฯ กับความเงียบกริบที่แฝงไปด้วยความนัย
    :
    10- สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ "สหรัฐฯ" ที่มักจะเข้ามาวุ่นวายในน่านน้ำนี้ กลับนิ่งเงียบและไม่ได้แสดงท่าทีคัดค้านการเคลื่อนไหวครั้งนี้เลย
    11- นักวิเคราะห์มองว่านี่คือชัยชนะย่อยๆ ของอิหร่านที่สามารถคุมเกมในพื้นที่ได้จนแม้แต่พญาอินทรีก็ยังต้องยอมปล่อยผ่านตามน้ำไป
    12- การที่ไม่มีใครกล้าแหยมกับเรือที่อิหร่านอนุญาตให้ผ่าน ยิ่งตอกย้ำว่าอิทธิพลในช่องแคบนี้เป็นของใครกันแน่ครับแอดบอกเลย
    —————
    บทสรุปของอำนาจเหนือเขตน่านน้ำสากล
    :
    13- สุดท้าย Nord ก็ผ่านพ้นน่านน้ำอันตรายไปได้ ทิ้งไว้เพียงคำถามถึงดุลอำนาจที่กำลังเปลี่ยนไปในภูมิภาคตะวันออกกลาง
    14- อิหร่านพิสูจน์แล้วว่าหากพวกเขาเลือกที่จะเป็นมิตร ใครก็ขวางไม่ได้ และหากพวกเขาเลือกจะเป็นศัตรู ทะเลแห่งนี้ก็พร้อมจะลุกเป็นไฟได้ทุกเมื่อ
    15- งานนี้ต้องยอมรับในความเก๋าเกมของเจ้าถิ่นจริงๆ ครับ ที่บริหารจัดการน่านน้ำสำคัญได้แบบเหนือชั้นจนคนทั้งโลกต้องยอมรับครับผม
    —————
    สรุปได้ว่าอำนาจในฮอร์มุซยังคงอยู่ในมือผู้ที่คุมกุญแจสำคัญอย่างอิหร่านอย่างแท้จริงครับ!
    สรุปและเรียบเรียงจาก: Reuters, MarineTraffic, News Vista Geopolitical Analysis

    https://www.facebook.com/share/p/1c5T6TCXPV/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,451
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ความลับแตก! แฉสนั่นพนมเปญ "สมรังสี-ฮุนเซน" แท้จริงคือพวกเดียวกัน เล่นละครตบตาคนทั้งประเทศ? เพื่อผลประโยชน์ตระกูลเดียว

    ความลับกระเทือนกรุงพนมเปญถูกแฉออกมาเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 คู่แค้นตลอดกาลอย่าง "สมรังสี" และ "ฮุนเซน" แท้จริงแล้วไม่ได้เกลียดกันเลย แต่เป็นการรวมหัวคิดการใหญ่เพื่อเล่นละครตบตาคนทั้งโลก! ฝ่ายค้านอย่างสมรังสีที่ลี้ภัยไปฝรั่งเศส แท้จริงเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในระบบอุปถัมภ์ของฮุนเซน เพื่อสร้างภาพลวงให้กัมพูชาดูเหมือนมีขั้วตรงข้ามทางประชาธิปไตยเอาไว้หลอกสายตาชาวโลก

    แผนลวงนี้แยบยลมาก เพราะถ้าเป็นศัตรูกันจริง ฮุนเซนคงจัดการขั้นเด็ดขาดไปนานแล้วเหมือนคนอื่นๆ ที่โดนกวาดล้างจนสิ้นซาก เกมนี้ถูกตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อต่อรองกับกลุ่มทุนต่างชาติและรักษาอำนาจของตระกูลฮุนเซนให้อยู่รอดปลอดภัย นี่คือการเปิดโปงเรื่องจริงว่า ฝ่ายค้านที่คนกัมพูชาและต่างชาติแห่เชียร์ สุดท้ายก็เป็นพวกเดียวกันที่รับบทบาทต่างกันเพื่อรักษาผลประโยชน์เท่านั้น!

    ข้อมูล: VOA Khmer, Radio Free Asia

    https://www.facebook.com/share/18NRkHp4u6/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,451
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ควันหลง “เรื่องทุเรียน” #เปลวสีเงิน

    ยังไม่หลาบ-ไม่จำกันซักทีหรือยังไงนะ?
    เข้าไปนั่งกระทรวงไหน เป็นต้องและเล็มใบไม้-ใบหญ้าในกระทรวงนั้น
    พอข้าราชการเขาไม่เอาด้วย ก็หาเหตุย้ายเค้า!
    หรือว่านี่เป็น “วัฒนธรรมขององค์กร” ที่คนของพรรคเข้าไปนั่งกระทรวงไหน ก็ต้องยึดเป็นแนวปฎิบัติอย่างนั้นจนเป็นสันดาน?!
    วานซืน “นายราเชน ศิลปะรายะ” อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร “ลาออกจากตำแหน่ง”
    หลังมีคำสั่งย้ายไปเป็น “ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ”
    อธิบดีเปิดใจเหตุที่ลาออก พร้อมถาม
    “ผมผิดอะไรถึงย้ายผม?”
    “มีคนมาดีลขอโควตา อาจเป็นหลานท่าน ให้ไปถามกันเองว่าจริงไหม โทรตามผม ขอดีลงาน ๕-๖ ครั้ง ผมมีหลักฐานครบว่าโทรมาจริงไหม?
    และฝากให้ถามทุกอธิบดีว่า โดนเรียกไปคุยงบปี ๗๐ ที่ย่านวิภาวดีไหม?”
    อืมมม...ถ้าเป็นภาษามวยเขาเรียกว่า “หมัดจาก” กระแทกเข้าหน้ารัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯที่ ชื่อ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” อย่างจัง

    https://plewseengern.com/plewseengern/177923

    https://www.facebook.com/share/1BUAENZTfW/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,451
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สงครามเขย่าเศรษฐกิจโลก! เปิด 5 ตลาดดาวรุ่ง ตรงสเปกส่งออกไทย รับมือโลกผันผวน
    .
    ความผันผวนจากนโยบายการค้าและภูมิรัฐศาสตร์โลก กดดันเศรษฐกิจไทยให้ต้องปรับตัวเชิงรุก โดยเฉพาะการหาตลาดส่งออกใหม่ที่มีความต้องการสอดคล้องกับสินค้าไทย เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสแข่งขันในระยะยาว
    .
    สถานการณ์การค้าโลกที่ตึงเครียดจากมาตรการภาษีและความขัดแย้งระหว่างประเทศ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น หลายประเทศรวมถึงไทยจึงต้องเร่ง “กระจายตลาดส่งออก” เพื่อลดการพึ่งพาตลาดเดิม พร้อมใช้ดัชนีความสอดคล้องทางการค้า (TCI) เป็นเครื่องมือค้นหาตลาดใหม่ที่มีดีมานด์ตรงกับซัพพลายของไทย
    .
    ตลาดศักยภาพกระจายอยู่ใน 5 ภูมิภาค ได้แก่ ยุโรปตะวันออก สแกนดิเนเวีย เอเชียกลาง ลาตินอเมริกา และตะวันออกกลาง โดยยุโรปตะวันออกเด่นด้านอุตสาหกรรม สแกนดิเนเวียเหมาะกับสินค้านวัตกรรมและรักษ์โลก เอเชียกลางเติบโตจากบทบาทโลจิสติกส์ ลาตินอเมริกาเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญ และตะวันออกกลางมีดีมานด์นำเข้าสูง โดยหลายตลาดยังมีส่วนแบ่งสินค้าไทยต่ำ จึงเป็นช่องว่างสำคัญในการขยายธุรกิจ
    .
    ข้อจำกัดสำคัญของไทยคือการไม่มี FTA กับบางตลาดหลัก ทำให้เสียเปรียบคู่แข่ง หากสามารถเร่งเจรจาและใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบสินค้าไทยที่ตรงความต้องการ จะช่วยเพิ่มส่วนแบ่งตลาด ซึ่งปัจจุบันยังต่ำกว่า 10% ในกลุ่มตลาดเหล่านี้ และเสริมความแข็งแกร่งให้การส่งออกไทยรับมือความผันผวนในอนาคตได้ดีขึ้น #สงครามการค้า #เศรษฐกิจโลก #ส่งออกไทย
    https://www.facebook.com/share/1H4R2gU3uY/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,451
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ชาวจีนในเยอรมนีโพสต์จดหมายจากนายกเทศมนตรี ยินดีลูกเกิดใหม่ พร้อมส่งเจ้าหน้าที่แนะนำสวัสดิการถึงบ้าน จุดคอมเมนต์ “กลับมาเถอะ” เสียดสีจีนทั้งแผ่นดิน

    ชายชาวจีนรายหนึ่งที่อาศัยอยู่ในเยอรมนี โพสต์คลิปเล่าประสบการณ์หลังภรรยาให้กำเนิดบุตรในเยอรมนี โดยระบุว่า หลังจากเขาไปลงทะเบียนแจ้งเกิดลูกแล้ว ไม่นานก็ได้รับจดหมายจากนายกเทศมนตรีของเมือง ส่งตรงมาถึงครอบครัว เพื่อแสดงความยินดีกับการเกิดของเด็ก และแจ้งว่าจะมีเจ้าหน้าที่ของเมืองเดินทางมาเยี่ยมถึงบ้าน เพื่อแนะนำสวัสดิการและทรัพยากรต่าง ๆ สำหรับครอบครัวที่มีเด็กแรกเกิด
    โพสต์ดังกล่าวถูกนำไปเผยแพร่ต่อโดยบัญชี X “李老师不是你老师” (@whyyoutouzhele) เมื่อวันที่ 28 เมษายน พร้อมคอมเมนต์จากชาวเน็ตจีนจำนวนมากที่พากันเสียดสีว่า “กลับมาเถอะ” โดยเปรียบเทียบสวัสดิการเด็กของเยอรมนีกับนโยบายส่งเสริมการเกิดของจีนที่ประชาชนจำนวนหนึ่งมองว่ายังไม่เพียงพอต่อภาระจริงของครอบครัวยุคใหม่
    จดหมายจากนายกเทศมนตรี และ “ทูตเด็กแรกเกิด”
    ชายผู้โพสต์เล่าว่า หลังจากลูกของเขาเกิดในเยอรมนีและครอบครัวไปดำเนินการลงทะเบียนตามขั้นตอน เมืองที่เขาอาศัยอยู่ได้ส่งจดหมายจากนายกเทศมนตรีมาให้ โดยในจดหมายระบุว่า การได้ต้อนรับเด็กคนใหม่เข้ามาในเมืองถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี และเด็กไม่ได้เป็นเพียงของขวัญของครอบครัวเท่านั้น แต่ยังเป็น “ของขวัญของเมือง” เพราะเด็กคืออนาคตของสังคม
    จดหมายยังแจ้งว่า เมืองจะส่งเจ้าหน้าที่หรือ “ทูตต้อนรับเด็กแรกเกิด” มาเยี่ยมครอบครัว เพื่อแนะนำทรัพยากร สวัสดิการ และบริการต่าง ๆ ที่ครอบครัวสามารถใช้ได้ โดยมีการนัดหมายล่วงหน้า พร้อมของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับเด็ก
    ชายรายนี้ระบุว่า เดิมทีเขาคิดว่าการมาเยี่ยมบ้านอาจต้องมีขั้นตอนขออนุญาตเข้าบ้านเพิ่มเติม จึงเลือกไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้ามาถ่ายภายใน แต่ได้เล่าว่าเจ้าหน้าที่ของเมืองเดินทางมาจริง และนำของขวัญกับเอกสารแนะนำบริการต่าง ๆ มาให้
    ของขวัญไม่ใหญ่โต แต่ระบบหลังบ้านคือประเด็นสำคัญ
    ของขวัญที่ได้รับมีทั้งผ้าเช็ดตัวเด็กผืนใหญ่ ซึ่งชายผู้โพสต์บอกว่าคุณภาพดี ขนาดใหญ่ และใช้งานได้จริง รวมถึงกระเป๋าเป้หนึ่งใบ ซึ่งเขาพูดติดตลกว่า “คุณภาพไม่ค่อยดี” และให้คะแนนลบในเชิงขำขัน
    แต่สิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญกว่า คือชุดเอกสารแนะนำคอร์สและบริการสำหรับแม่และเด็ก เช่น คอร์สฟื้นฟูร่างกายหลังคลอด คอร์สโยคะ คอร์สว่ายน้ำสำหรับเด็ก กิจกรรมพ่อแม่ลูก และโครงการต่าง ๆ รอบเมืองที่ครอบครัวสามารถเข้าร่วมได้
    เขาอธิบายว่า บางคอร์ส เช่น คอร์สฟื้นฟูหลังคลอด หากแพทย์เห็นว่าจำเป็นทางการแพทย์ สามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้เต็มจำนวน ส่วนบางกิจกรรม เช่น โยคะหรือคอร์สว่ายน้ำเด็ก อาจเบิกได้บางส่วน หากมีเหตุผลด้านสุขภาพหรือการฟื้นฟู แต่หากสมัครเพราะความต้องการส่วนตัวก็อาจไม่ครอบคลุม
    นอกจากนี้ยังมีแผนที่และข้อมูลสถานที่ที่พ่อแม่สามารถพาลูกไปใช้ชีวิตนอกบ้าน เช่น สวนสัตว์ สระว่ายน้ำ ศูนย์กิจกรรมเด็ก สวนสนุกเด็ก และสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เมือง เพื่อกระตุ้นให้ครอบครัวพาเด็กออกไปสัมผัสธรรมชาติ เรียนรู้สังคม และค่อย ๆ เชื่อมโยงกับชุมชน
    คอมเมนต์จีนกลายเป็นสนามเสียดสีรัฐตัวเอง
    หลังคลิปถูกแชร์ในโลกออนไลน์จีน สิ่งที่ทำให้โพสต์นี้ดังขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องบริการของเยอรมนี แต่คือคอมเมนต์ของชาวเน็ตจีนที่พากันเปรียบเทียบกับประสบการณ์ในจีนอย่างเจ็บแสบ
    คอมเมนต์หนึ่งที่ได้รับยอดไลก์สูงสุดเขียนว่า “บ้านเราก็มีคนมาเยี่ยมเหมือนกัน ตอนพวกเรารุ่น 80s เกิดเกินโควตา คนในหมู่บ้านสิบกว่าคนบุกมาถึงบ้าน ขนของมีค่าทุกอย่างไปจนเกลี้ยง”
    ประโยคนี้สะท้อนความทรงจำด้านลบจากยุคนโยบายลูกคนเดียวของจีน ซึ่งในบางพื้นที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเคยใช้มาตรการปรับเงิน ยึดทรัพย์ หรือกดดันครอบครัวที่มีลูกเกินโควตา ตรงกันข้ามกับภาพในเยอรมนีที่เจ้าหน้าที่รัฐมาเยี่ยมเพื่อแนะนำสวัสดิการและมอบของขวัญ
    อีกหลายคอมเมนต์พากันประชดว่า “กลับมาเถอะ ในประเทศมีลูกได้ทอง 2 กิโล” “รีบกลับมาเถอะ มีเงินอุดหนุนปีละ 3,600 หยวน” “กลับมาเถอะพี่ พี่อยู่ดีเกินไป ผมทนไม่ไหวแล้ว” และ “กลับมาเถอะ บ้านเราขึ้นเป็น 3 ล้านแล้ว ขอร้องล่ะ”
    น้ำเสียงเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงมุกตลก แต่สะท้อนความรู้สึกของคนจีนจำนวนหนึ่งที่มองว่านโยบายส่งเสริมการเกิดในจีนยังห่างไกลจากต้นทุนจริงของการมีลูก ทั้งค่าบ้าน ค่าเลี้ยงดู ค่าเรียน ค่าแพทย์ และแรงกดดันในชีวิตเมือง
    จาก “มีลูกไม่ได้” สู่ “ขอให้มีลูก” แต่ความไว้วางใจหายไปแล้ว
    กรณีนี้ชี้ให้เห็นความย้อนแย้งครั้งใหญ่ของนโยบายประชากรจีน ในอดีตรัฐใช้มาตรการเข้มงวดเพื่อจำกัดจำนวนบุตร แต่เมื่อจีนเผชิญวิกฤตประชากร อัตราเกิดลดลง และสังคมสูงวัยเร็วขึ้น รัฐกลับต้องเปลี่ยนท่าทีมาส่งเสริมให้ประชาชนมีลูกมากขึ้น
    ปัญหาคือ ความทรงจำของประชาชนไม่ได้เปลี่ยนตามคำสั่งนโยบายทันที สำหรับคนรุ่นที่เคยเห็นครอบครัวถูกลงโทษจากการมีลูกเกิน การที่วันนี้รัฐหันมาชวนให้มีลูก จึงถูกมองด้วยสายตาระแวงและประชดประชัน
    เงินอุดหนุน 3,600 หยวนต่อปี ที่ถูกพูดถึงในคอมเมนต์ จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของนโยบายที่หลายคนมองว่า “น้อยเกินไป” เมื่อเทียบกับภาระจริงของการเลี้ยงเด็กหนึ่งคนในเมืองจีนยุคปัจจุบัน
    โยงกับกระแส “ถ่างผิง” และคำเตือนเรื่องทุนนิยม
    อีกจุดที่ทำให้กระแสนี้ร้อนขึ้น คือช่วงเวลาเดียวกัน กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐจีนเผยแพร่บทความโจมตีแนวคิด “ถ่างผิง” หรือการนอนราบไม่ดิ้นสู้ โดยเชื่อมโยงกับ “กองกำลังต่างชาติ” ที่อ้างว่าพยายามเผยแพร่แนวคิดไม่ขยัน ไม่ต่อสู้ และทำให้คนหนุ่มสาวหมดแรงผลักดันชีวิต
    ชาวเน็ตบางรายจึงนำวาทกรรมของรัฐมาล้อกลับ เช่น “วันนี้กระทรวงความมั่นคงเพิ่งเตือนให้ระวังกระสุนทุนนิยม ทุกคนอย่าหลงกล”
    ในบริบทนี้ “กระสุนทุนนิยม” ที่ชาวเน็ตพูดถึงไม่ได้หมายถึงความฟุ่มเฟือยหรูหรา แต่คือระบบสวัสดิการแม่และเด็กของประเทศตะวันตก ซึ่งถูกใช้เป็นกระจกสะท้อนว่าทำไมคนจำนวนหนึ่งจึงไม่เชื่อคำปลุกระดมให้ “ขยันสู้” หรือ “มีลูกเพื่อชาติ” หากระบบรองรับชีวิตจริงยังไม่เพียงพอ
    เรื่องเล็กที่สะท้อนแผลใหญ่ของสังคมจีน
    คลิปชายจีนในเยอรมนีคนนี้อาจเป็นเพียงประสบการณ์ส่วนตัวของครอบครัวหนึ่ง แต่เมื่อข้ามกลับเข้ามาในบริบทจีน มันกลายเป็นประเด็นสังคมทันที เพราะแตะเข้ากับสามเรื่องใหญ่พร้อมกัน คือ วิกฤตอัตราเกิด ความทรงจำจากนโยบายลูกคนเดียว และความไม่ไว้วางใจต่อรัฐ
    สำหรับหลายครอบครัวจีน คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่า “ทำไมไม่อยากมีลูก” แต่อยู่ที่ว่า “รัฐและสังคมพร้อมช่วยแบกภาระของการมีลูกจริงหรือไม่”
    ดังนั้นคอมเมนต์ประชดว่า “กลับมาเถอะ” จึงไม่ใช่แค่การแซวคนจีนที่ใช้ชีวิตในยุโรป แต่เป็นการพูดแทนความขมขื่นของคนในประเทศ ที่เห็นความแตกต่างระหว่างรัฐที่บอกให้ประชาชนมีลูก กับรัฐที่สร้างระบบให้ประชาชนกล้ามีลูกจริง ๆ
    ที่มา: X / 李老师不是你老师 (@whyyoutouzhele), คลิปต้นทางจากผู้ใช้ Douyin และคอมเมนต์จากชาวเน็ตจีน, 28 เม.ย. 2026

    https://www.facebook.com/share/1DEVfi82sM/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,451
    ค่าพลัง:
    +97,153
    แม่ชาวจีนวอนขอลูกชายคืน หลังถูกหลอกขายไปเขมรเกือบปี ถูกขายต่อหลายทอด

    เมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา ที่เมืองกุ้ยผิง มณฑลกว่างซี ประเทศจีน นางเหลียง แม่ของนายเหลียง กั๋วหัว (Liang Guohua) วัย 19 ปี ได้ออกมาร้องขอความช่วยเหลือผ่านสื่อสังคมออนไลน์ หลังลูกชายของเธอถูกหลอกลวงพาตัวข้ามแดนไปยังประเทศกัมพูชาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2025 และขาดการติดต่อมาเกือบ 1 ปีเต็ม
    ตามคำบอกเล่าของครอบครัว เมื่อคืนวันที่ 7 พฤษภาคม 2568 ลูกชายของเธอได้ติดต่อกับครอบครัวเป็นครั้งสุดท้ายขณะพักอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองหนานหนิง ก่อนจะขาดการติดต่อในวันรุ่งขึ้น
    ต่อมาในวันที่ 11 พฤษภาคม เขาโทรศัพท์กลับมาแจ้งครอบครัวสั้น ๆ ว่าปลอดภัยดี โดยตำแหน่งที่ตั้งของโทรศัพท์ระบุว่าอยู่ในบริเวณ “ก่อสร้าง” (园区 — ศัพท์ที่ใช้เรียกแหล่งกบดานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์) แห่งหนึ่งในกัมพูชา
    หลังจากนั้นก็ไม่มีข่าวคราวอีกเลย รวมระยะเวลาขาดการติดต่อนานราว 11 เดือน
    ครอบครัวระบุว่า เด็กหนุ่มคนนี้ถูกแก๊งอาชญากรรมในแหล่งกบดานคอลเซ็นเตอร์ซื้อขายเปลี่ยนมือมาแล้วหลายครั้ง ผู้เป็นแม่กล่าวว่า นับตั้งแต่ลูกชายถูกหลอกออกนอกประเทศ ครอบครัวก็ไม่เป็นอันกินอันนอน ทุกข์ทรมานมาตลอด
    คำวิงวอนจากผู้เป็นแม่
    “สวัสดีค่ะพี่น้องชาวเน็ตทุกท่าน ดิฉันเป็นแม่ของเหลียง กั๋วหัว ลูกชายของดิฉันถูกขายไปเขมรเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว เขาอยู่ที่นั่นมาเกือบหนึ่งปีแล้ว และถูกขายต่ออีกหลายครั้ง
    ตอนนี้ไม่มีข่าวคราวใด ๆ เลย ลูกชายของดิฉันสุขภาพไม่ดีนะคะ ขอร้องเถอะค่ะเถ้าแก่ ขอให้ปล่อยลูกชายของดิฉันด้วย ดิฉันยอมแลกทุกสิ่งทุกอย่างที่ดิฉันมี
    มันยากเหลือเกินค่ะ ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ครอบครัวของเราไม่มีวันไหนที่อยู่อย่างสงบสุขเลย ขอวิงวอนให้ชาวเน็ตผู้ใจดีทุกท่านช่วยกันแชร์ข้อความนี้ด้วยนะคะ ขอบคุณทุกท่านที่มีน้ำใจค่ะ”
    หมายเหตุประกอบข่าว
    มีข้อสังเกตที่ควรตรวจสอบก่อนตีพิมพ์ครับ คือต้นข่าวระบุว่าลูกชายถูกหลอกไปกัมพูชาเมื่อ “เดือนพฤษภาคม 2025” และขาดการติดต่อ “ราว 11 เดือน” จนถึงวันที่ 25 เมษายน 2026 ซึ่งสอดคล้องกัน
    ที่มา:บัญชี @whyyoutouzhele (李老师不是你老师)
    https://www.facebook.com/share/p/18Gjd7tSzY/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,451
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หญิงพิการชาวซานตงแฉ “ผู้นำหมู่บ้าน” สั่งเพื่อนร่วมงานสวมหน้ากากปลอมตัวมาถ่ายรูป “เยี่ยมเยียน” — ลั่นไม่ร่วมมือกับการเสแสร้ง

    วันที่ 28 เมษายน ที่อำเภอหยางกู่ มณฑลซานตง ประเทศจีน หญิงพิการรายหนึ่งได้โพสต์คลิปวิดีโอผ่านโซเชียลมีเดีย เปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่ระดับหมู่บ้าน (村干部) จากบ้านเกิดของเธอได้ส่งข้อความติดต่อมา แจ้งว่าจะเดินทางมา “เยี่ยมเยียนให้กำลังใจ” ผู้พิการในพื้นที่ พร้อมขอถ่ายภาพร่วมกันเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน
    หญิงรายดังกล่าวระบุว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ทางการไม่เคยแสดงความใส่ใจหรือเยี่ยมเยียนเธอแม้แต่ครั้งเดียว แต่เมื่อมีคำสั่งจากเบื้องบนลงมา กลับรีบร้อนมาแสดงความ “ห่วงใย” อย่างเสแสร้ง เพียงเพื่อถ่ายรูปแล้วจากไป เธอจึงปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือ
    ในคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ออกมา หญิงรายนี้เล่าด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า เธอเป็นผู้พิการระดับ 3 ทำงานอยู่ต่างถิ่นมาโดยตลอด ไม่เคยได้รับสวัสดิการหรือการดูแลใด ๆ จากเจ้าหน้าที่หมู่บ้าน
    แม้กระทั่งตอนที่เธอเคยถูกทำร้ายร่างกาย ผู้นำหมู่บ้านก็เดินผ่านไปโดยไม่สนใจ ไม่เคยถามไถ่เรื่องการศึกษา การทำงาน หรือสภาพความเป็นอยู่ใด ๆ ทั้งสิ้น
    เธอเปิดเผยรายละเอียดที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นว่า ผู้นำหมู่บ้านได้โทรศัพท์มาขอให้ “เพื่อนร่วมงานในที่ทำงานของเธอ” สวมหน้ากากอนามัย แล้วปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่หมู่บ้านจากบ้านเกิด มาถ่ายรูปคู่กับเธอ พร้อมให้เธอถือบัตรประจำตัวผู้พิการ เพื่อส่งภาพกลับไปให้ผู้นำหมู่บ้านใช้รายงานต่อผู้บังคับบัญชา
    “เป็นเพราะเบื้องบนมอบหมายภารกิจมาให้ เขาถึงนึกขึ้นได้ว่าจะให้ฉันร่วมมือ” หญิงรายนี้กล่าวอย่างประชดประชัน พร้อมยืนยันว่าจะไม่ทำเรื่อง “ผิดศีลธรรม” และ “เสแสร้ง” เช่นนี้เด็ดขาด แม้ครอบครัวของเธอจะเป็นห่วงว่าจะไปขัดใจเจ้าหน้าที่หมู่บ้านก็ตาม
    “พวกเขาไม่เคยใส่ใจฉันจริง ๆ แล้วทำไมฉันต้องเสแสร้งบอกว่าเขาใส่ใจฉันด้วย” เธอกล่าวทิ้งท้าย
    คลิปดังกล่าวถูกแชร์ต่อโดยบัญชี @whyyoutouzhele หรือ “ครูหลี่ไม่ใช่ครูของคุณ” (李老师不是你老师) ซึ่งเป็นบัญชีที่มักรวบรวมและเผยแพร่เหตุการณ์ทางสังคมในจีนแผ่นดินใหญ่ที่ถูกเซ็นเซอร์ภายในประเทศ
    เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหา “การเมืองเชิงพิธีกรรม” (形式主义) ในระบบราชการระดับรากหญ้าของจีน ที่เจ้าหน้าที่มักทำงานเพียงเพื่อรายงานผลตามตัวชี้วัดของผู้บังคับบัญชา มากกว่าการดูแลประชาชนอย่างแท้จริง

    ที่มา: บัญชี @whyyoutouzhele หรือ “ครูหลี่ไม่ใช่ครูของคุณ” (李老师不是你老师)

    https://www.facebook.com/share/p/14bTCzjhUw2/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,451
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ตำรวจกัมพูชารวบ 3 ชายจีน ลวงสาวข้ามเพศผ่าน Telegram มัด-ปล้นทรัพย์กลางโรงแรมพนมเปญ

    พนมเปญ – ตำรวจนครบาลพนมเปญสามารถจับกุมชายชาวจีน 3 ราย ผู้ต้องหาก่อเหตุลวงหญิงข้ามเพศชาวกัมพูชาเข้าโรงแรมแห่งหนึ่งย่าน BKK ก่อนใช้กำลังมัดและปล้นทรัพย์ โดยใช้เวลาปฏิบัติการไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังผู้เสียหายตัดสินใจออกมาเปิดเผยเรื่องราวต่อสาธารณะ
    นัดผ่าน Telegram ราคา 200 ดอลลาร์ ก่อนตกอยู่ในกับดัก
    ตามคำให้การของผู้เสียหาย เธอตกลงนัดพบลูกค้าชายเพียง 1 รายผ่านแอปพลิเคชัน Telegram โดยตกลงค่าบริการที่ 200 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6,500 บาท ที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านถนน 310 เขต BKK กรุงพนมเปญ เมื่อคืนก่อนเกิดเหตุ
    ทว่าเมื่อเธอเดินทางถึงห้องพัก กลับมีชายชาวจีนอีก 2 คนออกมาจากในห้องร่วมกับลูกค้าที่นัดไว้ ทั้งสามรุมจับเธอกดลงกับพื้น ตีศีรษะ ใช้เชือกมัด พร้อมข่มขู่ด้วยมีดและกรรไกร
    บังคับโทรหาพ่อแม่ขอเงิน เมื่อรู้ว่าเป็นเด็กกำพร้าจึงรีดผ่านบัญชีธนาคาร
    กลุ่มผู้ต้องหาบังคับให้เธอโทรหาพ่อแม่เพื่อขอเงิน แต่เมื่อเธอบอกว่าตนเองเป็นเด็กกำพร้า ทั้งสามจึงเปลี่ยนแผนล้วงเข้าโทรศัพท์มือถือของเธอแทน
    นอกจากเงินสด 200 ดอลลาร์ที่เธอนำติดตัวมา ผู้ก่อเหตุยังโอนเงินออกจากบัญชีธนาคารของเธออีก 600 ดอลลาร์ รวมความเสียหายทั้งสิ้น 800 ดอลลาร์ หรือราว 26,000 บาท
    ก่อนหลบหนี กลุ่มผู้ต้องหายังลบข้อมูลในโทรศัพท์ของผู้เสียหาย พร้อมข่มขู่ว่า “หากไปแจ้งตำรวจจะถูกฆ่า”
    ผู้เสียหายตัดสินใจเปิดหน้า ขอความเป็นธรรม
    แม้ถูกข่มขู่เอาชีวิต ผู้เสียหายตัดสินใจเดินทางเข้าให้สัมภาษณ์สื่อโดยไม่ปิดบังใบหน้า เพื่อต้องการให้ผู้ก่อเหตุทั้งสามถูกจับตัวมาดำเนินคดี
    ตำรวจนครบาลรวบครบ 3 ราย ระบุเป็นแก๊งทำซ้ำหลายครั้ง
    พล.ท. ชวน นรินทร์ (Chuon Narin) ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลพนมเปญ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกัมพูชา ออกมาแถลงยืนยันว่าสามารถจับกุมชายชาวจีนทั้งสามรายได้ครบในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมงนับจากผู้เสียหายเปิดเผยเรื่อง พร้อมยกความดีความชอบให้กับกองสืบสวนคดีอาญาและสารวัตรประจำเขตที่ร่วมปฏิบัติการ
    ผบช.นครบาลพนมเปญยังเปิดเผยข้อมูลสำคัญว่า แก๊งดังกล่าวเคยก่อเหตุในลักษณะเดียวกันกับผู้ค้าบริการทางเพศรายอื่นมาก่อนแล้วหลายครั้ง ผู้เสียหายรายนี้จึงไม่ใช่เหยื่อรายแรก
    บริบทใหญ่: อาชญากรรมจีนในกัมพูชา
    เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนปัญหาเรื้อรังในกัมพูชาที่กลุ่มอาชญากรชาวจีนเข้ามาก่ออาชญากรรมต่อทั้งคนท้องถิ่นและชาวจีนด้วยกันเอง
    โดยก่อนหน้านี้เคยเกิดคดีที่สั่นสะเทือนสังคมกัมพูชา เมื่อชายชาวจีนต้องสงสัยถูกตำรวจคุมตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพคดีฆาตกรรมและชำแหละศพหญิงข้ามเพศ ขณะที่ญาติของผู้เสียหายตะโกนสาปแช่ง และพ่อของผู้เสียหายพยายามทำร้ายศีรษะผู้ต้องหา เมื่อเดือนเมษายน 2568
    ทั้งนี้ คดีที่หญิงข้ามเพศถูก 3 ชายจีนรุมปล้นกลางโรงแรมพนมเปญครั้งนี้ ยังคงต้องรอติดตามขั้นตอนการดำเนินคดีและบทลงโทษทางกฎหมายต่อไป

    ที่มา: Jacob in Cambodia (@jacobincambodia) บน X
    https://www.facebook.com/share/p/17evxR8ZhS/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,451
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อิสราเอลสั่งคว่ำบาตรแคมเปญระดมทุน "กองเรือความช่วยเหลือ" โดยอ้างว่ามีความเชื่อมโยงกับกลุ่มฮามาสและเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการบ่อนทำลายความมั่นคง

    อิสราเอลประกาศสั่งคว่ำบาตรแคมเปญระดมทุนของ "Global Sumud Flotilla" (GSF) หรือกองเรือนานาชาติเพื่อมนุษยธรรมที่กำลังมุ่งหน้าสู่ฉนวนกาซา โดยนายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล ระบุว่าการระดมทุนดังกล่าวดำเนินการโดยกลุ่มฮามาสภายใต้ฉากบังหน้าของการส่งความช่วยเหลือทางการแพทย์และอาหาร และถือเป็นความพยายามละเมิดมติสหประชาชาติที่กำหนดให้ความช่วยเหลือต้องผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการเท่านั้น

    กองเรือดังกล่าวซึ่งมีรายงานว่าประกอบด้วยเรือกว่า 100 ลำ และอาสาสมัครประมาณ 1,000 คนจากหลายประเทศ ได้ออกเดินทางจากท่าเรือในอิตาลีและสเปน โดยมีเป้าหมายเพื่อฝ่าการปิดล้อมทางทะเลของอิสราเอลและส่งมอบทรัพยากรด้านสาธารณสุขให้แก่ชาวปาเลสไตน์ ทางการอิสราเอลอ้างว่าตรวจสอบพบความไม่โปร่งใสทางการเงิน และมีการจับกุมบุคคลที่เกี่ยวข้องในตูนิเซียฐานฟอกเงิน ซึ่งเชื่อมโยงกับเครือข่ายสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธ

    ขณะที่กลุ่มผู้จัดงานยืนยันว่าภารกิจนี้เป็นปฏิบัติการของภาคพลเมืองที่ปราศจากอาวุธ และมุ่งเน้นการแก้ปัญหาวิกฤตความอดอยากในกาซาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม กองทัพเรืออิสราเอลได้เตรียมพร้อมเข้าสกัดกั้นกองเรือดังกล่าวก่อนที่จะเข้าสู่เขตน่านน้ำกาซาในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ท่ามกลางการจับตามองของประชาคมโลกถึงความเสี่ยงในการเกิดการปะทะกันทางทะเล

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    Fact Check
    ✔ ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว: นายอิสราเอล คัตซ์ รมว.กลาโหมอิสราเอล สั่งคว่ำบาตรการระดมทุนของกองเรือ Global Sumud Flotilla โดยอ้างถึงความเกี่ยวพันกับกลุ่มฮามาส
    ⚠ ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ: ข้อกล่าวหาเรื่องการฟอกเงินของสมาชิกกลุ่มในตูนิเซีย และจำนวนเรือที่แน่นอนที่กำลังมุ่งหน้าสู่จุดนัดพบ
    ✖ ข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน: การพิสูจน์ทราบตัวตนของอาสาสมัครทุกคนว่ามีความเกี่ยวข้องกับองค์กรก่อการร้ายตามที่อิสราเอลกล่าวอ้างหรือไม่

    ระดับความน่าเชื่อถือของข่าว:
    Confirmed – แถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากกระทรวงกลาโหมอิสราเอลและรายงานข่าวภาคสนามจากสำนักข่าวระดับโลกยืนยันการประกาศคว่ำบาตรและการเคลื่อนพลของกองเรือ

    Status: Developing Story – ข้อมูลอาจมีการอัปเดตเมื่อมีการยืนยันเพิ่มเติม
    Source: Reuters / Times of Israel / JNS

    https://www.facebook.com/share/1Udkpc7GnQ/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,451
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Breaking: ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 3 ว่า การแบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยใช้เกณฑ์เรื่อง "เชื้อชาติ" ภายใต้กฎหมายสิทธิการเลือกตั้ง (Voting Rights Act) นั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

    นี่คือชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ และอาจส่งผลกระทบในวงกว้างอย่างมหาศาลต่อการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พรรคเดโมแครตได้ยื่นฟ้องร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อบังคับให้รัฐต่างๆ เช่น ลุยเซียนา ต้องจัดทำเขตเลือกตั้งที่คนผิวดำเป็นประชากรส่วนใหญ่ (Black Majority Districts)

    แต่ล่าสุด แผนที่เขตเลือกตั้งของรัฐลุยเซียนาได้ถูกสั่งยกเลิกแล้ว

    หากในท้ายที่สุดศาลฎีกาตัดสินจนทำให้กฎหมายฉบับนี้สิ้นสภาพไป เขตเลือกตั้งของพรรคเดโมแครตกว่า 12 เขต อาจพลิกกลับมาเป็นของพรรครีพับลิกัน ได้เพียงชั่วข้ามคืน

    Source: Fox News

    https://www.facebook.com/share/p/17SQU6RPxM/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,451
    ค่าพลัง:
    +97,153
    แรงกดดันในตะวันออกกลางอาจเริ่มคลี่คลายหลังสองมหาอำนาจระดับภูมิภาคประสานรอยร้าวทางการทูตครั้งสำคัญ

    ญี่ปุ่น-อียิปต์ ผนึกกำลังคนกลาง เตรียมรื้อฟื้นโต๊ะเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน

    นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ แห่งญี่ปุ่น และประธานาธิบดี อับเดล ฟัตตาห์ เอล-ซีซี แห่งอียิปต์ ได้หารือทางโทรศัพท์ครั้งสำคัญเพื่อผลักดันมาตรการลดระดับความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีรายงานว่าทั้งสองผู้นำเห็นพ้องที่จะใช้ช่องทางทางการทูตในการเป็นตัวกลางเชื่อมต่อระหว่างรัฐบาลวอชิงตันภายใต้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และรัฐบาลเตหะรานภายใต้การนำของผู้นำสูงสุด โมจตาบา คาเมเนอี เพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจลุกลามจนกระทบต่อเส้นทางเดินเรือเศรษฐกิจโลก

    เป้าหมายหลักของการประสานงานครั้งนี้คือการฟื้นฟูเสถียรภาพความมั่นคงในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งพลังงานโลก โดยนายกรัฐมนตรีทากาอิจิเน้นย้ำว่าญี่ปุ่นพร้อมสนับสนุนบทบาทของอียิปต์ในการเป็นผู้เจรจาหลักในฐานะพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทุกฝ่าย ขณะที่ประธานาธิบดีเอล-ซีซี ยืนยันความมุ่งมั่นของกรุงไคโรที่จะดำเนินการหาทางออกอย่างสันติเพื่อรักษาความมั่นคงในภูมิภาคอาหรับและอ่าวเปอร์เซีย

    ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอยู่ในสภาวะเปราะบางสูงสุดในปี 2026 การรวมตัวของญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจในเอเชียและอียิปต์ที่เป็นพี่ใหญ่ในโลกอาหรับ ถูกมองว่าเป็นความพยายาม "ประสานรอยร้าว" ที่มีน้ำหนักมากพอจะดึงให้คู่ขัดแย้งกลับเข้าสู่กระบวนการพูดคุยอีกครั้ง ท่ามกลางการจับตามองของประชาคมโลกถึงท่าทีของทำเนียบขาวต่อข้อเสนอนี้

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    Fact Check
    ✔ ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว: นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ และประธานาธิบดี เอล-ซีซี มีการหารือเรื่องสถานการณ์ตะวันออกกลางและการลดความตึงเครียดจริง
    ⚠ ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ: รายละเอียดของเงื่อนไขการเจรจาใหม่ที่เสนอต่อรัฐบาลทรัมป์และผู้นำสูงสุดอิหร่าน
    ✖ ข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน: การกำหนดวันเวลาและสถานที่สำหรับการประชุมไตรภาคีอย่างเป็นทางการ

    ระดับความน่าเชื่อถือของข่าว:
    Confirmed – รายงานจากทำเนียบนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นและสำนักประธานาธิบดีอียิปต์สอดคล้องกัน

    Status: Developing Story – ข้อมูลอาจมีการอัปเดตเมื่อมีการยืนยันเพิ่มเติม
    Source: Reuters / Bloomberg

    https://www.facebook.com/share/1GtrEFUVJo/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,451
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เผยสถานการณ์ชายแดนช่องจอม‼️ "ทหารกัมพูชา" มีการยั่วยุ เข้าใกล้แนวลวดหนามผิดข้อตกลง ขณะพาคณะทูตเข้าพื้นที่ "ทหารไทย" จึงจุดประทัดเตือน 3 นัด
    .
    29 เมษายน 2569 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงสถานการณ์บริเวณชายแดนช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ กรณีทหารกัมพูชากระทำการยั่วยุขณะนำคณะทูตเข้าตรวจพื้นที่ใกล้แนววางกำลังของฝ่ายไทย โดยระบุว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 10.00 น. หลังจากได้รับประสานงานจากชุดประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งฝ่ายไทยได้เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดอยู่ก่อนแล้ว
    .
    อย่างไรก็ตาม พบว่าทหารกัมพูชาได้ขยับเข้าใกล้แนวลวดหนามของฝ่ายไทยซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลงร่วมกัน แม้จะมีการแจ้งเตือนและทำความเข้าใจล่วงหน้าแล้วแต่ยังพบการกระทำซ้ำ หน่วยในพื้นที่จึงตัดสินใจจุดประทัดจำนวน 3 นัด เพื่อเป็นสัญญาณเตือนตามขั้นตอน ส่งผลให้ฝ่ายกัมพูชาถอยห่างออกจากบริเวณดังกล่าว
    .
    ล่าสุดได้รายงานเหตุการณ์ให้กองกำลังสุรนารีและกองทัพภาคที่ 2 รับทราบ เพื่อดำเนินการออกหนังสือประท้วงฝ่ายกัมพูชาต่อการละเมิดข้อตกลงตามถ้อยแถลงร่วมฯ อย่างเป็นทางการต่อไป
    .
    โฆษกกองทัพบกเน้นย้ำว่า พฤติกรรมดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงการไม่เคารพข้อตกลงระหว่างประเทศ และเชื่อว่าเป็นความพยายามสร้างสถานการณ์เพื่อให้ฝ่ายไทยมีภาพลักษณ์ที่ใช้ความรุนแรง

    https://www.facebook.com/share/1bBBsRqWee/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,451
    ค่าพลัง:
    +97,153
    กนง.ไม่กังวล Stagflation เป็นวิกฤตพลังงานชั่วคราว
    คาดเศรษฐกิจไทยปี 69 จะยังขยายตัวได้ 1.5% ยังไม่รวมมาตรการรัฐ
    กรณีเลวร้ายสุดเป็นไปได้มีไม่สูง ยันปรับนโยบายตามสถานการณ์ BTimes

    Apr 30, 2026 ไม่ต้องกังวล !กนง. ไม่กังวล Stagflation เป็นวิกฤตพลังงานชั่วคราว คาดเศรษฐกิจไทยปี 69 จะยังขยายตัวได้ 1.5% ยังไม่รวมมาตรการรัฐ กรณีเลวร้ายสุดเป็นไปได้มีไม่สูง

    นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า วิกฤตการณ์ด้านราคาพลังงานโลกจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางครั้งนี้ เป็นสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจแย่ลง และอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ซึ่งจากกรณีฐาน (Base Case) ที่ กนง. ประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จะยุติลงในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ โดยคาดว่าจากกรณีนี้เศรษฐกิจไทยปี 69 จะยังขยายตัวได้ 1.5% นั้น ถือว่าสถานการณ์ยังไม่รุนแรง และจะค่อยเริ่มคลี่คลายในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 โดยในส่วนของอัตราเงินเฟ้อทั่วไป อาจจะสูงขึ้นไปชนกรอบบนของเป้าหมายที่ระดับ 3% ในช่วงไตรมาส 2 ก่อนจะทยอยปรับลดลง

    ส่วนในกรณีเลวร้ายสุด (Worst Case) กนง. มองว่าความเป็นไปได้มีไม่สูง โดยประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะหดตัวต่ำกว่า -1% ส่วนเงินเฟ้อทั่วไป สูงเกินกว่า 5% และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายตามบริบทของเศรษฐกิจ

    "ช็อคครั้งนี้เป็น stagflation อยู่แล้ว เพราะทำให้เศรษฐกิจแย่ลง และเงินเฟ้อสูงขึ้น แต่กรณีฐานที่เรามอง ยังไม่รุนแรง เงินเฟ้อขึ้นไป แล้วก็ลงมา ส่วนเศรษฐกิจที่ 1.5% ก็ยังไม่ได้รวมมาตรการภาครัฐด้วยซ้ำ ดังนั้น Stagflation ไม่ต้องกังวล"

    ทั้งนี้ จากประมาณเศรษฐกิจไทยปี 69 ที่ กนง.คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.5% นั้น ยังไม่ได้รวมผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่กำลังจะออกมา และประเมินเบื้องต้นว่าจะใช้เม็ดเงินราว 3 แสนล้านบาท ซึ่งจะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้ให้เพิ่มขึ้นอีกราว 0.5-0.7% จากกรณีฐาน
    อย่างไรก็ดี คงต้องรอพิจารณาในรายละเอียดของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะออกมาด้วย ว่าจะเน้นในเรื่องของการบริโภค หรือการลงทุน ซึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เน้นเรื่องการบริโภค ในระยะสั้นอาจจะเห็นผลได้ชัดเจน แต่ไม่มีผลในระยะยาว ในทางกลับกัน หากใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเน้นเรื่องการลงทุน ก็จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจระยะยาว เพียงแต่ในระยะสั้นจะเห็นผลได้น้อยกว่า ซึ่งทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะเลือกชั่งน้ำหนักอย่างไร

    เลขานุการ กนง. ยอมรับว่า ที่ผ่านมา กนง. ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมากที่สุด แต่ขณะนี้ ยังไม่มีสัญญาณว่าคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางจะมีปัญหา จึงมองข้ามการที่อัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากเชื่อว่าการที่เงินเฟ้อสูงจะเป็นสถานการณ์ชั่วคราว อีกทั้งเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง ยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย และยังสามารถ Wait and See ได้

    #กนง #ดอกเบี้ย #วิกฤตพลังงาน #stagflation #เงินเฟ้อ #BTimes

    https://www.facebook.com/share/18SDjMduhy/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,451
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ราคาน้ำมันดิบโลกเดือดจัด 29 เม.ย.ราคาเบร็นท์ อังกฤษ พุ่งแตะสูงสุดระหว่างวัน 122.15 ดอลล์ พุ่งกว่า 10% ราคาแพงสุดใน 4 ปี แถมทำลายสถิติราคาสูงสุดในช่วงสงครามอิหร่านเดิมที่ 119.50 ดอลล์ BTimes

    https://www.facebook.com/share/p/1CZ3GpKr4o/
     

แชร์หน้านี้

Loading...