เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 19 พฤษภาคม 2026 at 19:54.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,373
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,120
    ค่าพลัง:
    +26,920
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,373
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,120
    ค่าพลัง:
    +26,920
    วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๑๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เมื่อวานนี้เครื่องบินจากสนามบินนานาชาติผู่ตง มหานครเซี่ยงไฮ้ มีการดีเลย์เพราะสภาพอากาศ แต่กลับกลายเป็นเรื่องดี เนื่องเพราะว่ามาถึงสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิจังหวะพายุฝนผ่านไปแล้ว ทำให้เครื่องสามารถลงได้

    แต่ก็ค่อนข้างจะอันตรายเพราะว่าพื้นเฉอะแฉะไปหมด ถ้ามีน้ำขังแล้วเครื่องบินแฉลบเพราะความเร็ว ก็อาจจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้..! ยังดีที่พวกเราลงได้โดยไม่มีปัญหาอะไร เพียงแต่ว่ามาช้าตรงรับกระเป๋า ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมกระเป๋าถึงมีการขาดช่วง ดังนั้น..ถึงจะลงเครื่องมาตอนประมาณ ๔ ทุ่มกว่า แต่กว่าจะได้กระเป๋าก็ ๕ ทุ่มกว่า แทบจะเดินหลับตากันแล้ว..! ยังดีว่า "เผือกน้อย" (นายเฉลิมเดช รุจิราวรรณ) เรียกรถลีมูซีนให้ไปส่งที่วัดอุทยาน

    สมัยก่อนเคยบ่นท่านแสง (พระครูธรรมธรแสงชัย กนฺตสีโล) เรื่องของการขับรถของคนบางคน ท่านแสงบอกว่า"กระบี่ดีแต่คนใช้บัดซบมันก็แค่นั้นแหละ..!" ลีมูซีนคันนี้เป็นรถเบ๊นซ์ครับ แต่คนขับเบรกรถไม่เป็น พอถึงเวลาก็กดมิดแล้วก็ผ่อน แล้วก็กดใหม่ คนที่นั่งข้างในจะโยกไปโยกมาเหมือนกับนั่งเรือ ถ้าคนเมารถก็เสร็จเลย..! ก็แปลว่าการขับรถไม่ได้แปลว่ารถดีแล้วคนนั่งจะรู้สึกดีไปด้วย..!

    โดยเฉพาะรถทางยุโรป เขาถนัดในการทำฮีตเตอร์คือเครื่องทำความร้อน เพราะบ้านเขาหนาวมาก จึงไม่ถนัดในการทำเครื่องปรับอากาศที่ให้ความเย็น แต่ละยี่ห้อที่กระผม/อาตมภาพใช้มา หรือว่าได้รับการนำมาให้ใช้ บางทีคนนั่งข้างหลังอากาศไม่พอหายใจ สรุปว่าใช้รถญี่ปุ่นดีกว่า เพียงแต่ว่าเรื่องพวกนี้ก็ต้องแล้วแต่รสนิยมของคน เนื่องเพราะว่าบ้านเรารถยนต์ไม่ได้มีเพื่อใช้งาน เขามีเอาไว้เสริมฐานะ..!

    สมัยก่อนที่ยังอยู่วัดท่ามะขาม เถ้าแก่เหมืองแร่โดโลไมท์ นิมนต์กระผม/อาตมภาพไปที่เหมืองของเขาเพื่อถวายเพล เอารถเบ๊นซ์ S 500 มารับ เขาถามว่า "หลวงพี่ชอบไหมครับ ? ถ้าชอบผมถวาย" ถามว่า "มันกินน้ำมันเท่าไร" เขาบอกว่า "๓ กิโล/ลิตร" ก็เลยบอกว่า "เถ้าแก่เอากลับไปเถอะ อาตมาเลี้ยงมันไม่ไหวหรอก" ทิดกอล์ฟตอนนั้นยังบวชอยู่ บอกว่า "เอามาเปลี่ยนแก๊สก็ได้"
    กระผม/อาตมภาพจึงบอกว่า "เอ็งลองคิดดูว่าน้ำมันกิน ๓ กิโล/ลิตร แล้วแก๊สจะกินเท่าไร ? อย่าคิดอะไรง่าย ๆ"
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,373
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,120
    ค่าพลัง:
    +26,920
    กระผม/อาตมภาพถามเถ้าแก่ว่า "ในเมื่อไม่ใช้ คิดจะเอามาถวายวัด แล้วซื้อมาทำไม ?" ตอนนั้นแกซื้อเงินสดมา ๘ ล้านบาท..! เขาบอกว่า "ลูกสาวให้ซื้อ บอกว่าพ่อทำกิจการใหญ่โตขนาดนี้แล้ว ต้องมีรถเป็นที่น่าเชื่อถือหน่อย ไม่อย่างนั้นแล้วคนเขาจะมองบน..!" กระผม/อาตมภาพบอกไปว่า "เถ้าแก่จำไว้นะ ไอ้คนไหนที่มันคบเถ้าแก่เพราะรถ ไอ้คนนั้นคบไม่ได้หรอก..!"

    เรื่องของรถยนต์เป็นพาหนะนำความสะดวกมาให้ ไม่ใช่เสริมฐานะ ก็แบบเดียวกับที่โยมจะถวายรถยนต์ แล้วเห็นว่าทองผาภูมิเหมาะกับรถขับเคลื่อน ๔ ล้อมากกว่า ก็จะถวายเลกซัสให้ กระผม/อาตมภาพบอกว่าเอามาแค่ฟอร์จูนเนอร์ก็พอ เลกซัสขับแล้วเครียด ไม่รู้ว่าจะไปชนเขาเมื่อไร สะกิดเขาเข้าก็คงซ่อมให้เขาไม่กี่สตางค์หรอก แต่ของตัวเองจะโดนบาน..! ก็คือรถแพงคนใช้ต้องรู้จักใช้ด้วยถึงจะคุ้มค่า

    แต่ขณะเดียวกัน รถแพงที่เอามาใช้ก็จะเหมือนกับ "ลูกเจนนี่" เจ้าลูกสาวเห็นแม่ซื้อรถเบ๊นซ์เงินสด แม้ว่าจะเป็น C Class ก็ยังโดนไป ๓.๕ ล้านบาท เจ้าลูกสาวคนนี้ปากร้าย บอกว่า "แม่ทำไมโง่อย่างนี้ ถ้าแม่ซื้อรถญี่ปุ่นพวกฮอนด้า โตโยต้า ขนาดใกล้เคียงกันอย่างเก่งก็ ๗ - ๘ แสน ยังเหลือเงินสดอีกตั้ง ๒ ล้านกว่าบาท แม่ซื้อรถเบ๊นซ์มา ถ้าหากว่าใช้ ๕ ปีแล้วเปลี่ยนใหม่ก็เท่ากับเจอไป ๗ ล้าน แต่ถ้าหากว่าซื้อรถญี่ปุ่นตีว่าคันละ ๗ แสนบาท กว่าแม่จะใช้เงินถึง ๗ ล้าน แม่ก็ได้ใช้รถญี่ปุ่นไป ๕๐ ปี..!

    ก็นึกเอาแล้วกันว่าเด็กเขารู้จักคิด แต่ผู้ใหญ่คิดไม่เป็น โดยเฉพาะบรรดารถยี่ห้อแพง ๆ ในปัจจุบัน ระบบสายไฟเขาทำให้หมดอายุใน ๓ - ๔ ปีเท่านั้น เราจะเห็นว่าพวกรถแพง ๆ ถ้าไม่มีการเปลี่ยนสายไฟยกชุดมักจะไฟไหม้ แต่ผู้บริโภคไม่รู้ ก็ยังคงเห่อกันเหมือนเดิม..!

    ไปนึกถึงที่หลวงพ่อท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต ป.ธ.๙) วัดญาณเวศกวัน พระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม ท่านบอกว่า "จะซื้อข้าวของอะไร ต้องดูคุณค่าแท้คุณค่าเทียมด้วย" คุณค่าแท้ของรถยนต์ก็คือเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง ไม่ใช่คุณค่าเทียมที่เอามาเสริมฐานะ ก็ต้องคิดไปถึงที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ตรัสว่า "ให้ซื้อเฉพาะสิ่งที่จำเป็นต้องใช้" แล้วกรุณาอย่าอ้างความจำเป็น

    สมมติว่าเราไปซื้อรถยนต์คันหนึ่ง ปัจจุบันนี้อย่างน้อยก็ต้องดาวน์ ๒ แสนกว่า ๓ แสนบาท ผ่อนอีกเดือนหนึ่งเท่าไร ? ถ้าผ่อนเดือนหนึ่ง ๙,๐๐๐ บาท เราก็ต้องนึกด้วยว่าเดือนหนึ่งเราต้องใช้น้ำมันหรือใช้แก๊สเท่าไร ? ตีว่าอย่างไม่มีไม่มี วันหนึ่ง ๓๐๐ บาท ไม่รู้อยู่หรือเปล่า ? เดือนหนึ่งอีก ๙,๐๐๐ รวมแล้ว ๑๘,๐๐๐ บาท

    แล้วเงินเดือนของคุณเท่าไร ? ถ้าตีว่ากินแบบประหยัด ๆ มื้อละ ๑๐๐ บาท ก็ล่อไปอีกวันละ ๓๐๐ บาท เดือนหนึ่งก็ ๙,๐๐๐ รวมเป็น ๒๗,๐๐๐ บาท ค่าน้ำ ค่าไฟ เดือนละเท่าไร ? สรุปแล้วเงินเดือน ๓๐,๐๐๐ บาท ถ้าไปผ่อนรถนี่ไม่เหลือเลย แต่คนมักจะคิดกันไม่เป็น เห็นว่าดอกเบี้ย ๐ เปอร์เซ็นต์ก็รีบผ่อน ถึงจะ ๐ เปอร์เซ็นต์ก็จริง แต่เขาบวกเอาไว้ในราคาแล้ว..!

    กระผม/อาตมภาพเคยคิดจากเงินที่เขาเสนอมา ก็คือซื้อเงินสดเท่านี้ ถ้าเงินผ่อน ๔ - ๕ ปีเท่านี้ บวกลบคูณหารออกมาแล้ว รถเงินผ่อนจ่ายมากกว่า ๒ แสนกว่าบาท..! นั่นก็คือดอกเบี้ย เรื่องพวกนี้ต้องบอกว่าถ้าเขาไม่มีกำไร เขาไม่มาทำงานให้เหนื่อยหรอก แต่พวกเราก็ไม่ค่อยที่จะคิดกัน
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,373
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,120
    ค่าพลัง:
    +26,920
    ไปเมืองจีนเที่ยวนี้ ส่วนที่ชอบใจมากก็คือรถไฟฟ้าใต้ดิน โดยเฉพาะแถวมหานครเซี่ยงไฮ้ ไม่ว่าจะวิ่งใกล้ไกลขนาดไหน ถ้าอยู่ในรอบเมืองนั้นก็ราคา ๒ หยวน จะขึ้นไม่ลงก็ไม่มีใครว่า นั่งไปทั้งวันก็ ๒ หยวน..! ถ้าคิดเป็นเงินไทยถึงจะรู้สึกว่าตั้ง ๑๐ บาท ก็ยังถูกอยู่ดี แต่ถ้าคิดเป็นเงินเขาก็ประมาณ ๒ บาท ตอนแรกกระผม/อาตมภาพก็ว่า ในเซี่ยงไฮ้ทำไมคนแห่กันมามากมาย ที่แท้การเดินทางราคาไม่แพง เช่าบ้านอยู่รอบนอก เดินทางมาทำงานใจกลางเมือง จ่ายเที่ยวละ ๒ หยวน

    ข้าวปลาอาหารร้านสุดท้ายที่ไปกินก่อนกลับเป็นลักษณะบุฟเฟต์ ชอบใจอะไรไปจิ้มไปชี้เอา ๒๐ - ๓๐ หยวนก็กินกันจุกไปแล้ว ก็แปลว่าในส่วนของแพงก็เพราะว่า พวกเราดันไปหาที่เขารีวิวว่าอาหารดีอย่างนั้น ทิวทัศน์ดีอย่างนั้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะราคาแพง ลองนึกดูว่าที่นี่กินกันแทบตาย คนหนึ่งประมาณ ๕๐ หยวน กับไปขึ้นเหลาเจอไปคนละ ๑๐๐ กว่าหยวน ถ้าเราประหยัดจะเหลือเป็นครึ่ง ๆ เลย..!

    แต่โยมที่นิมนต์ก็อยากจะให้หลวงพ่อได้รับอะไรที่ดี ๆ จึงมักจะตะเกียกตะกายหาข้อมูลล่วงหน้าเอาไว้ก่อน แล้วก็พาไปสถานที่ประเภทนั้น ซึ่งคุณก็เห็นแล้วว่าแม้แต่ "เสี่ยวหลงเปา" ที่เขาว่าแพงนักแพงหนา อร่อยนักอร่อยหนา กระผม/อาตมภาพก็ฉันไปแค่คำเดียว

    เรื่องพวกนี้ทุกท่านจะต้องฝึกให้ได้ อยู่ในลักษณะที่ว่าห้ามปากตัวเองให้ได้ กระผม/อาตมภาพเคยย้ำหลายครั้งแล้วว่า "ถ้าห้ามปากตัวเองได้ เราจะรักษาศีลได้ทุกข้อ เพราะว่ากำลังใจในการห้ามปากตัวเอง ก็ใช้เท่ากับกำลังใจในการห้ามตัวเองไม่ให้ละเมิดศีล"

    ขากลับด้วยความที่ว่าเครื่องบินขึ้นก็เกือบ ๒ ทุ่มของทางด้านเมืองจีน แล้วกระผม/อาตมภาพขึ้นเครื่องได้ก็หลับตาภาวนา ผ่านไปประมาณ ๒ ชั่วโมงลุกมาเข้าห้องน้ำ พอออกมา "สจ๊วต" ถามว่า "ต้องการอาหารไหม ?" ก็บอกเขาไปว่า "No..ไม่" เขาก็ยังทำหน้างง ๆ เพราะว่าคนจีนเขาเห็นพระฉันอาหารมื้อค่ำเป็นปกติอยู่แล้ว แม้ว่าพระจีนจะฉันเจ แต่เขาฉันมื้อค่ำเป็นปกติ โดยที่มื้อค่ำจะไม่มีการตีระฆังเพื่อรวมพลในการฉันภัตตาหารพร้อมกัน

    พูดง่าย ๆ ก็คือมื้อที่ ๓ ใครจะฉันหรือไม่ฉันก็ได้ แต่ส่วนใหญ่ ร้อยละ ๙๙ ก็ฉันกันทั้งนั้น เมื่อกระผม/อาตมภาพบอกว่าไม่ เขาก็หาชาร้อนมาถวายให้แก้วหนึ่ง ก็คืออยากบริการแต่พระดันไม่รับ จึงต้องเอาให้ได้สักอย่าง พอตอนส่งน้ำชาให้ เพิ่งจะเห็นเขาลอกสติ๊กเกอร์ที่แปะอยู่ข้างหน้าเก้าอี้ออก ก็แปลว่าเขาทำเครื่องหมายไว้ว่าที่นั่งนี้ยังไม่ได้รับอาหาร
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,373
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,120
    ค่าพลัง:
    +26,920
    ส่วนใหญ่แล้วพระภิกษุสามเณรของเราส่วนหนึ่ง พอไปต่างประเทศก็ไปกินอาหารเย็น เพราะคิดว่าบ้านเขาไม่รู้เรื่องของพระ แต่ไอ้ที่ล่าสุดเป็นประเด็นกันนักหนา ก็เพราะดันทะลึ่งไปฉันอาหารเย็นที่ประเทศลาว ลาวกับไทยอยู่ติดกัน เขารู้อยู่แล้วว่าบ้านเรามีข้อวัตรปฏิบัติอย่างไร แล้วแนวทางก็แบบเดียวกับบ้านเขา

    โดยเฉพาะทางภาคอีสานของเรา ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือพูดลาวแทบทั้งนั้น เป็นที่เผยแผ่ของพระป่าสายธรรมยุตที่เคร่งครัดสุด ๆ ถึงขนาดฉันมื้อเดียว หรือไม่ก็หลายวันฉันครั้งหนึ่ง แล้วคุณดันทะลึ่งไปคิดว่า "ที่นี่ไม่ใช่ประเทศไทย จะทำอะไรก็ได้..!"

    กระผม/อาตมภาพไปอยู่พม่า บางทีก็ไปเป็นเดือน มีพระพม่ามากราบขอขมา เขาบอกว่า "ตอนแรกได้ยินว่าพระไทยไม่เคร่งครัดอะไรเลย แต่พออยู่รวมกับท่านอาจารย์แล้ว เห็นชัดเจนว่าเคร่งครัดกว่าพระพม่าตั้งเยอะ" ก็แปลว่าข่าวที่ไม่ดีไม่งามของเรา ความจริงก็ไปทั่ว แล้วถ้าหากว่าคนไม่รู้จักสังเกต หรือไม่ได้คบค้าสมาคมใกล้ชิด เขาก็จะคิดในทางเสียหาย กระผม/อาตมภาพถึงได้ย้ำอยู่บ่อย ๆ ว่า
    "ถ้าเราไม่สามารถทำให้พระศาสนานี้เจริญรุ่งเรืองได้ ก็อย่าทำให้พังลงไปเพราะมือเรา..!"

    อีกส่วนหนึ่งซึ่งงานนี้ก็ได้ตำหนิคนทำไปแล้ว ก็คือไอ้พวกที่ภูมิใจนักหนาว่า
    "กูได้ถ่ายเบื้องหลังของครูบาอาจารย์" เห็นผมกำลังถ่ายรูปพระพุทธรูปหรือเจดีย์ ก็จะกดถ่ายซ้อนหลังไปเลย "คุณรู้หรือเปล่าว่ามหาเถรสมาคมห้ามพระใช้กล้องมานานแล้ว !?" และโดยเฉพาะเคยเตือนนักเตือนหนาว่า "ภาพของครูบาอาจารย์ควรจะเป็นภาพที่ออกมาแล้วดูดีที่สุด สำรวมที่สุด เพื่อให้คนที่ยังไม่เลื่อมใสเห็นแล้วเลื่อมใส คนที่เลื่อมใสอยู่แล้วจะได้เลื่อมใสยิ่ง ๆ ขึ้นไป" ไม่ใช่จะกินจะขี้อะไรกูก็ถ่ายหมด..! แต่ห้ามเท่าไร แม่..ก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง เพราะกูภูมิใจที่จะได้รูปไม่เหมือนเขา ขี้เกียจบอกให้เขาขอขมาพระรัตนตรัย ปล่อยลงนรกไปกันเอง..!

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอังคารที่ ๑๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...