ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รัสเซีย ประกาศล้างแค้น สงครามยกระดับ เตรียมโจมตีครั้งใหญ่ตอบโต้เคียฟ ฐานยูเครนส่งโดรนกว่า 200 ลำถล่มมอสโก

    20 มิถุนายน 2569 สงคราม #รัสเซียและยูเครน เข้าสู่จุดตึงเครียดรอบใหม่ หลังยูเครน #โจมตีทางอากาศ ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาต่อกรุงมอสโก โดยใช้ฝูงโดรนมากกว่า 200 ลำโจมตีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์หลายจุด ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้และการระเบิดที่ #โรงกลั่นน้ำมัน สำคัญใกล้เมืองหลวงรัสเซีย ขณะที่ทางการรัสเซียประกาศชัดว่าจะตอบโต้ด้วยปฏิบัติการโจมตีขนาดใหญ่ต่อยูเครนในระยะต่อไป
    .
    CNBC รายงานว่า การโจมตีเกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 18 มิถุนายนถึงเช้าวันที่ 19 มิถุนายน เป้าหมายหลักคือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเชื้อเพลิงของรัสเซีย ซึ่งถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญในการสนับสนุนสงคราม
    .
    #ควันดำปกคลุมมอสโก #สนามบินหยุดบิน หลายแห่ง
    ภาพจากพื้นที่เกิดเหตุแสดงให้เห็นกลุ่มควันสีดำพวยพุ่งขึ้นเหนือโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงมอสโก หลังถูกโดรนโจมตีจนเกิดไฟไหม้รุนแรง
    .
    เจ้าหน้าที่รัสเซียเปิดเผยว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 16 คน ขณะที่สนามบินหลัก 4 แห่งของมอสโกต้องระงับเที่ยวบินชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย ส่งผลกระทบต่อการเดินทางทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ
    .
    หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ การโจมตีครั้งนี้ไม่ต่างจากการส่งฝูงเครื่องบินไร้คนขับจำนวนมหาศาลเข้าโจมตีศูนย์กลางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศโดยตรง ถือเป็นการส่งสัญญาณว่ายูเครนมีขีดความสามารถโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซียได้มากกว่าที่ผ่านมา
    .
    รัสเซียขู่ตอบโต้หนักกว่าเดิม
    เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ กล่าวระหว่างการประชุมที่เมืองคาซานว่า รัสเซียจะเพิ่มความเข้มข้นของปฏิบัติการทางทหารเพื่อตอบโต้สิ่งที่มอสโกเรียกว่า "การก่อการร้ายของเคียฟ"

    เขาระบุว่า ก่อนหน้านี้ วลาดิมีร์ #ปูติน ประกาศไว้อยู่แล้วว่ารัสเซียจะโจมตีเป็นระลอกต่อเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับศักยภาพทางทหารของยูเครนโดยตรง
    .
    นักวิเคราะห์มองว่าคำประกาศดังกล่าวอาจหมายถึงการโจมตีด้วยขีปนาวุธร่อน โดรนพลีชีพ และอาวุธพิสัยไกลต่อเมืองสำคัญของยูเครนในช่วงหลายวันข้างหน้า
    .
    ตลอดปีที่ผ่านมา ยูเครนเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการสู้รบบนแนวหน้าเพียงอย่างเดียว ไปสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซีย
    .
    เหตุผลสำคัญคือ #รายได้จากน้ำมันและก๊าซ ยังคงเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจรัสเซีย และเป็นแหล่งเงินทุนหลักในการสนับสนุนปฏิบัติการทางทหาร
    .
    การโจมตีโรงกลั่นน้ำมันจึงเปรียบเสมือนการตัดท่อน้ำเลี้ยงเครื่องจักรสงครามของมอสโก
    .
    ด้าน โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ระบุว่าปฏิบัติการดังกล่าวสมเหตุสมผล ในการตอบโต้ต่อการโจมตีของรัสเซียที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ในกรุงเคียฟ
    .
    ผู้นำยูเครนยืนยันว่ากองทัพของตนมุ่งเป้าไปยังสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนสงครามของรัสเซีย ไม่ใช่พลเรือน พร้อมย้ำว่าการโจมตีระยะไกลของยูเครนมีความแม่นยำมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
    .
    ช่องโหว่ใหม่ของระบบป้องกันรัสเซีย
    รายงานจาก Institute for the Study of War หรือ ISW ระบุว่า การที่โดรนยูเครนสามารถเจาะเข้าสู่พื้นที่ซึ่งมีระบบป้องกันหนาแน่นอย่างมอสโกและนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กได้บ่อยครั้งขึ้น สะท้อนถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซีย
    .
    นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า แม้รัสเซียยังคงมีศักยภาพทางทหารเหนือกว่า แต่สงครามโดรนกำลังเปลี่ยนรูปแบบการสู้รบอย่างมีนัยสำคัญ เพราะอาวุธราคาถูกสามารถสร้างความเสียหายต่อเป้าหมายมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ได้
    .
    ทรัมป์ส่งสัญญาณช่วยเหลือยูเครนเพิ่ม
    ในอีกด้านหนึ่ง โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่าได้หารือกับทั้งเซเลนสกีและปูตินในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา พร้อมยืนยันว่าจะพยายามสนับสนุนกระบวนการยุติสงคราม
    .
    ทรัมป์ระบุว่าทั้งสองฝ่ายสูญเสียกำลังพลจำนวนมาก และถึงเวลาที่ต้องหาทางออกผ่านการเจรจาทางการทูต
    .
    ล่าสุด #หน่วยข่าวกรองและกองทัพหลายประเทศในยุโรป จับตาการตอบโต้ของรัสเซียอย่างใกล้ชิด เนื่องจากคำขู่ของมอสโกมักตามมาด้วยการยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีเป้าหมายขนาดใหญ่ภายในยูเครน
    .
    ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงเตือนว่า การโจมตีมอสโกครั้งล่าสุดอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามปีที่ 4 เพราะแสดงให้เห็นว่ายูเครนสามารถสร้างแรงกดดันต่อใจกลางอำนาจของรัสเซียได้โดยตรง ขณะที่รัสเซียเองก็มีแนวโน้มตอบโต้ด้วยกำลังที่รุนแรงยิ่งขึ้น ส่งผลให้ความหวังในการยุติสงครามในระยะสั้นยังคงห่างไกล
    .
    .
    #Thaitribune

    https://www.facebook.com/share/p/1D8qdmVqVo/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หนุ่มสาวมะกัน “เลิกอาย” อยู่บ้านพ่อแม่ “รุ่งกว่า”

    แอลเอ (สยามทาวน์ยูเอส) : เศรษฐกิจเป็นเหตุ หนุ่มสาวอเมริกันเริ่มเปลี่ยนค่านิยม ย้ายกลับบ้านพ่อแม่มากขึ้น บอกตัวเอง “ไม่ใช่เรื่องน่าอาย” แต่เป็นการวางแผนการเงินที่ชาญฉลาด

    เว็บไซต์ Realtor.com รายงานเมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2026 โดยอ้างผลสำรวจของบริษัท SpareFoot ซึ่งสอบถามคนรุ่น Gen Z และมิลเลนเนียลจำนวน 981 คน พบว่า 58 เปอร์เซ็นต์เคยย้ายกลับไปอยู่กับครอบครัวหลังออกจากบ้าน และ 15 เปอร์เซ็นต์เคยย้ายกลับมากกว่าหนึ่งครั้ง

    75 เปอร์เซ็นต์ของผู้ร่วมตอบแบบสอบถามมองว่าการอยู่กับครอบครัวหรือแชร์ที่พักกับผู้อื่น เป็นกลยุทธ์ทางการเงินที่ดี และ 26 เปอร์เซ็นต์ยอมรับว่าตั้งใจย้ายกลับบ้านเพื่อเก็บเงินโดยเฉพาะ

    ผลสำรวจยังพบว่า 63 เปอร์เซ็นต์ไม่รู้สึกอับอายกับการอยู่บ้านพ่อแม่อีกต่อไป โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่ยังไม่สามารถแยกตัวไปอยู่ตามลำพังได้คือค่าที่อยู่อาศัยที่สูงเกินเอื้อม รายได้ไม่เพียงพอ การผ่อนชำระหนี้การศึกษา และความยากลำบากในการเก็บเงินดาวน์บ้าน

    ข้อมูลของสำนักงานสำมะโนประชากรสหรัฐฯ ระบุว่า ปัจจุบันชาวอเมริกันอายุ 18-34 ปี ราว 33 เปอร์เซ็นต์อาศัยอยู่กับพ่อแม่ โดยรัฐที่มีสัดส่วนสูงที่สุด ได้แก่ นิวเจอร์ซีย์ 44.1 เปอร์เซ็นต์, คอนเนตทิกัต 41.3 เปอร์เซ็นต์ และแคลิฟอร์เนีย 39.1 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนผลกระทบจากค่าครองชีพและราคาที่อยู่อาศัยที่พุ่งสูงทั่วประเทศ.

    #สยามทาวน์ #คนไทยในต่างแดน #คนไทยในอเมริกา #คนไทยแอลเอ #ค่าครองชีพ #คนรุ่นใหม่ #ซื้อบ้าน #แคลิฟอร์เนีย #อสังหาริมทรัพย์ #เศรษฐกิจสหรัฐ

    https://www.facebook.com/share/p/1DwWfbij2D/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    บริษัท #ASML Holding NV ยักษ์ใหญ่ด้านอุปกรณ์ผลิตชิปของเนเธอร์แลนด์ กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดจากสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของ โดนัลด์ ทรัมป์ โดยในการประชุมหลายครั้งที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ โฮเวิร์ด ลุตนิค ได้แสดงความกังวลต่อผู้นำระดับสูงของ ASML ว่า #เครื่องมือผลิตชิประดับสูงสุด รุ่นหนึ่งของบริษัทอาจเล็ดลอดเข้าไปใน "#จีน" แล้ว ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อจำกัดการส่งออกที่สหรัฐฯ กำหนดขึ้น

    ในการประชุม ลุตนิค ได้แสดงความกังวลต่อผู้บริหารของ ASML เกี่ยวกับเครื่องมือการพิมพ์ด้วยแสงอัลตราไวโอเลตแบบเข้มข้น หรือ EUV ของบริษัท ซึ่งระบบ EUV นี้ถูกใช้โดยบริษัทต่างๆ เช่น Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. ในการผลิตโปรเซสเซอร์สำหรับบริษัทต่างๆ เช่น Nvidia Corp. และ Apple Inc.

    ASML ไม่เคยได้รับอนุญาตให้ส่งระบบเหล่านี้ไปยังจีน เนื่องจากข้อจำกัดที่กำหนดขึ้นในสมัยรัฐบาล ทรัมป์ เทอมแรก

    ASML ได้ปฏิเสธคำกล่าวอ้างของลุตนิค โดยอธิบายว่าเครื่องมือดังกล่าวซึ่งมีขนาดพอๆ กับรถโรงเรียน ถูกผลิตในจำนวนจำกัด และจำเป็นต้องได้รับการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่องจากพนักงานของ ASML นั้น ไม่มีอยู่ในประเทศจีนแน่นอน ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ขอไม่เปิดเผยชื่อ

    ด้านโฆษกของ ASML ระบุว่า บริษัทพูดคุยกับรัฐบาลทุกประเทศ และไม่เคยส่งเครื่อง EUV ไปยังประเทศจีนเลย

    ยังไม่ชัดเจนว่า ฝ่ายบริหารของ ทรัมป์ ต้องการอะไรจาก ASML ซึ่งขณะนี้กำลังพยายามพิสูจน์ว่าไม่มีเครื่อง EUV อยู่ในจีน และให้ข้อมูลที่จะช่วยยุติประเด็นเรื่องเครื่อง EUV ในประเทศจีนได้

    กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ไม่ได้ตอบคำถามหลายข้อเกี่ยวกับเรื่องนี้ รวมถึงประเด็นที่ว่าทางหน่วยงานมีหลักฐานอะไรที่บ่งชี้ว่ามีเครื่อง EUV อยู่ในจีน

    เจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนในรัฐบาล ทรัมป์ ซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อกล่าวว่า พวกเขามีหลักฐานที่บ่งชี้ว่า ASML ไม่ได้กระทำการด้วยความสุจริตใจ เช่น การส่งออกอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือ EUV ไปยังประเทศจีน ซึ่ง ASML ยืนกรานปฏิเสธกับสำนักข่าวบลูมเบิร์ก

    เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เหล่านี้ยังปฏิเสธคำขอหลายครั้งจากบลูมเบิร์กที่ขอดูหลักฐานการจัดส่ง โดยอ้างถึงความละเอียดอ่อนของข้อมูลและแหล่งที่มา พวกเขายังปฏิเสธที่จะบอกว่าพวกเขาได้เห็นหลักฐานของระบบ EUV ในจีนจริงๆ หรือไม่

    ความกังวลอย่างต่อเนื่องจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลทรัมป์ รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐมนตรี ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้กับบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในยุโรป ซึ่งก่อนหน้านี้เคยถูกเจ้าหน้าที่อเมริกันกล่าวหาว่ากิจกรรมทางธุรกิจของบริษัทบ่อนทำลายความมั่นคงแห่งชาติและนโยบายด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ หาก ASML ยังไม่สามารถคลายความกังวลของวอชิงตันได้ สถานการณ์นี้อาจเพิ่มความตึงเครียดให้กับความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่อยู่แล้วระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป

    เอกสารที่บลูมเบิร์กตรวจสอบระบุว่า ปัจจุบันมีเครื่อง EUV จำนวน 314 เครื่องที่ใช้งานอยู่ทั่วโลก โดย 26 เครื่องได้ถูกปลดระวางแล้ว และไม่มีเครื่องใดอยู่ในประเทศจีนเลย เอกสารดังกล่าวระบุเพิ่มเติมว่า ASML สามารถตรวจจับ "การหยุดชะงัก การทำงานผิดปกติ หรือการสูญเสียการเชื่อมต่อ" ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ EUV ของบริษัทได้โดยอัตโนมัติ และลูกค้า "ไม่สามารถถอด ขนส่ง และย้ายระบบ EUV ได้หากปราศจากการมีส่วนร่วมของ ASML เนื่องจากขั้นตอนการจัดการเฉพาะทาง"

    อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวว่า พวกเขามีหลักฐานว่า ASML ได้ส่งอุปกรณ์พิเศษที่ใช้ในการขนส่งเครื่อง EUV ไปยังประเทศจีน รวมถึงส่วนประกอบอื่นๆ ที่อาจใช้ในระบบ EUV ด้วย แต่หลักฐานการส่งออกเหล่านั้นมีความละเอียดอ่อนเกินกว่าจะเปิดเผยได้

    โฆษกของบริษัทปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้ โดยกล่าวว่า “ASML ไม่เคยส่งเครื่อง EUV ไปยังจีน และเราก็ไม่เคยส่งส่วนประกอบ โมดูล หรืออุปกรณ์ใดๆ ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในเครื่อง EUV ไปยังประเทศจีนเช่นกัน”

    การที่จีนขาดเครื่องมือ EUV อาจเป็นข้อจำกัดที่ยากที่สุดเพียงอย่างเดียวที่บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยีส์ จำกัด ผู้ผลิตชิป AI ชั้นนำและคู่แข่งสำคัญของ Nvidia ในประเทศจีนต้องเผชิญ เมื่อไม่นานมานี้ หัวหน้าฝ่ายเซมิคอนดักเตอร์ของหัวเว่ยเพิ่งออกมาแถลงต่อสาธารณชนเป็นภาษาอังกฤษซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนักถึงนวัตกรรมของบริษัทในการผลิตชิปโดยไม่ต้องใช้เครื่อง EUV ของ ASML

    หากระบบ EUV เข้าไปถึงประเทศจีนได้จริง นั่นจะเป็นหนึ่งในการละเมิดมาตรการควบคุมที่นำโดยสหรัฐฯ ที่มีเป้าหมายเพื่อจำกัดการเข้าถึง AI ที่อาจเป็นประโยชน์ต่อกองทัพของปักกิ่ง ซึ่งเป็นการละเมิดที่ร้ายแรงที่สุด

    บลูมเบิร์กได้สอบถามเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล ทรัมป์ ว่า หากพวกเขามีหลักฐานที่บ่งชี้ว่านี่เป็นกรณีดังกล่าว ทำไมรัฐบาลสหรัฐฯ จึงไม่ดำเนินนโยบายที่เข้มงวดกว่านี้ หรือใช้บทลงโทษใดๆ แต่พวกเขาปฏิเสธที่จะให้ความเห็น

    ที่มา: บลูมเบิร์ก

    https://www.facebook.com/share/1KiYh7MMcS/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ป้ากลับมาแล้ว(หลังจากหายไปเกือบเดือนอ้างป่วย) กลับมาพร้อมกับคำเตือนซึ่งเตือนครั้งที่ล้านแปด.. นาบีอุลลินาหัวเรือแบงก์ชาติรัสเซียเตือน! เงินเฟ้อจ่อพุ่งแรง เซ่นพิษวิกฤตขาดแคลนน้ำมัน-งบประมาณรัฐบาลบานปลายจากสงคราม ส่งสัญญาณปิดฉากยุคดอกเบี้ยขาลง

    เอลวิรา นาบีอุลลินา (Elvira Nabiullina) ผู้ว่าการธนาคารกลางรัสเซีย (CBR) ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนครั้งสำคัญว่า ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในระบบเศรษฐกิจของรัสเซียในอนาคตอันใกล้นี้ "เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด" โดยมีปัจจัยเร่งสำคัญมาจากวิกฤตราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง และการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐที่บานปลายเกินกว่าแผนที่วางไว้

    ผู้ว่าการธนาคารกลางรัสเซียระบุในงานแถลงข่าวว่า ความเสี่ยงด้านงบประมาณขาดดุลนั้น "เริ่มส่งผลกระทบแล้ว" และยังคงมีความไม่แน่นอนสูงเกี่ยวกับขนาดของผลกระทบที่จะตามมา ทั้งนี้ รัฐบาลรัสเซียจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินงบประมาณเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสงครามเพิ่มขึ้นอีกถึง 4-5 ล้านล้านรูเบิล ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าที่เคยบันทึกไว้ในกฎหมายงบประมาณฉบับเดิมอย่างมาก

    นอกเหนือจากปัญหางบประมาณแล้ว ปัญหาราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่พุ่งสูงขึ้นยังเป็นอีกหนึ่งตัวจุดชนวนเงินเฟ้อที่น่ากังวล โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติรัสเซีย (Rosstat) เผยว่า ราคาน้ำมันเบนซินขายปลีกในรัสเซียปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 1% ต่อสัปดาห์ติดต่อกันเป็นเวลาสองสัปดาห์แล้ว และนับตั้งแต่ต้นปี 2026 เป็นต้นมา ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นไปแล้วถึง 6.6% ซึ่งถือเป็นอัตราที่เร็วกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนถึง 2 เท่า ท่ามกลางรายงานข่าวว่ามีภูมิภาคในรัสเซียมากกว่า 50 แห่งที่กำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำมันเบนซิน
    "อัตราเงินเฟ้อในเดือนมิถุนายนนี้จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง แม้ว่ารัฐบาลกำลังดำเนินมาตรการที่จำเป็น แต่การฟื้นฟูอุปทานน้ำมันให้กลับมาสู่ภาวะปกติอาจต้องใช้เวลา" นาบีอุลลินากล่าว พร้อมเสริมว่าการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเบนซินส่งผลกระทบอย่างอ่อนไหวต่อความคาดหวังด้านเงินเฟ้อ ของทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจ

    จากปัจจัยลบดังกล่าว ธนาคารกลางรัสเซียจึงตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเพียง 0.25% (25 bps) มาอยู่ที่ระดับ 14.25% ต่อปี ซึ่งถือเป็นการปรับลดในอัตราที่น้อยที่สุดในรอบ 9 การประชุมที่ผ่านมา และนักวิเคราะห์มองว่านี่คือการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า "วัฏจักรการลดดอกเบี้ยของรัสเซียอาจสิ้นสุดลงแล้ว"
    โซเฟีย โดเนตส์ (Sofya Donets) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก T-Investments คาดการณ์ว่า หากแนวโน้มยังเป็นเช่นนี้ อัตราดอกเบี้ยนโยบายของรัสเซียจะยังคงยืนเหนือระดับ 13% ไปจนถึงสิ้นปี หรืออาจแตะ 13.5% ในฉากทัศน์ที่ย่ำแย่ ขณะที่เอลวิรา นาบีอุลลินา ยอมรับว่า แผนการปรับลดดอกเบี้ยกลับเข้าสู่ระดับปกติที่ 7.5% - 8.5% ภายในปี 2028 อาจต้องถูกเลื่อนออกไป
    ในขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์อย่าง คิริลล์ โรดิโอนอฟ (Kirill Rodionov) ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ความเสี่ยงจากการขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้นจะยิ่งทำให้การดำเนินนโยบายของธนาคารกลางยากลำบากยิ่งขึ้น เนื่องจากธนาคารกลางไม่สามารถลดดอกเบี้ยลงอย่างรวดเร็วท่ามกลางความเสี่ยงทางการคลังได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันและ "คำขอจากฝ่ายบริหารระดับสูง" ในการประชุมร่วมกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ที่ต้องการให้สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจเช่นกัน

    https://ru.themoscowtimes.com/2026/...a-ivzrivnogo-rosta-rashodov-byudzheta-a198737

    https://www.facebook.com/share/p/1AQaqMZySA/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทำไม “เอกนิติ” สั่งรื้อแผนลงทุน Data Centers?

    เพราะมีปัญหาเรื่องใช้พลังงานและน้ำอย่างหนัก อีกทั้งยังมีปัญหาปล่อยความร้อนสูงและก่อปัญหามลภาวะ อีกทั้งยังไม่ได้จ้างงานคนไทยมากอยากที่กล่าวอ้าง!

    ทั่วโลกกำลังทบทวนเรื่องนี้ ไทยช้าไม่ได้!

    Suthichai Live 18.00 น.

    https://www.facebook.com/share/1EaBrw7kdj/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    กุ้งก้ามแดง โผล่กว๊านพะเยา จำนวนมาก ทำกุ้งฝอยหายเกือบเกลี้ยง อ.เจษฎ์ เตือน เอเลี่ยนสปีชีส์น้อง ๆ ปลาหมอคางดำ หากพบหรือจับได้ ควรนำมาประกอบอาหารกินหรือกำจัดทันที


    https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_10291206
    https://www.facebook.com/share/18nMjF78id/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    แผนอพยพศูนย์ข้อมูลลงใต้ทะเล ทางรอดหรือระเบิดเวลาลูกใหม่ของสิ่งแวดล้อมกันแน่
    .
    | Sustainability | เอไอช่วยให้เราสามารถทำงานที่เคยต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวันให้เสร็จได้ในเวลาแค่อึดใจ หรือเล่นสนุกด้วยการสร้างภาพตลกขบขันด้วยเอไอได้ในเวลาไม่กี่วินาที แต่เบื้องหลังของเอไอคือ ศูนย์ข้อมูลที่ใช้พลังงานและทรัพยากรมหาศาล บริโภคน้ำจืดจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก
    .
    Mordor Intelligence ระบุว่า ศูนย์ข้อมูลเอไอใช้น้ำไปแล้วเกือบ 1 ล้านล้านลิตร หรือประมาณ 264 พันล้านแกลลอนในปี 2025 เพียงปีเดียว ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณน้ำที่คนอเมริกัน 1.8 ล้านคนใช้ตลอดทั้งปี และเรื่องนี้กำลังกลายเป็นข้อพิพาทระหว่างชุมชนหลายแห่งกับบริษัทเทคโนโลยี
    .
    แนวคิดที่จะสร้างศูนย์ข้อมูลใต้น้ำ (underwater data centers) จึงได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยอาศัยน้ำทะเลเพื่อระบายความร้อน ลดการใช้พลังงาน และลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม
    .
    แนวคิดเรื่องการย้ายศูนย์ข้อมูลลงไปแช่น้ำเพื่อระบายความร้อนไม่ได้เริ่มขึ้นในห้องประชุมของบริษัทยักษ์ใหญ่ แต่เริ่มจากแนวคิดเล็กๆ ในงานระดมสมองของไมโครซอฟท์เมื่อปี 2014 โดยวิศวกรชื่อ ‘ฌอน เจมส์’ อดีตทหารเรือของกองทัพสหรัฐฯ เสนอความเห็นว่า หากต้องการระบบระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก็น่าจะลองยกศูนย์ข้อมูลไปไว้ในมหาสมุทรเสียเลย
    .
    แม้ศูนย์ข้อมูลใต้น้ำจะช่วยลดการใช้น้ำจืดและไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็มีความท้าทายหลายประการ เช่น การบำรุงรักษาที่ยากลำบาก (ต้องใช้ ROV หรือหุ่นยนต์ใต้น้ำ) ความเสี่ยงจากสภาพอากาศทะเลและการกัดกร่อน
    .
    อ่านเนื้อหาฉบับเต็มได้ที่ [คอมเมนต์]
    ที่มาภาพ: microsoft
    รายงานโดย: สุนิสา กาญจนกุล
    .
    #underwaterdatacenters #ศูนย์ข้อมูลใต้น้ำ #AI #ผลกระทบสิ่งแวดล้อม #ไทยพับลิก้า #Thaipublica

    แผนอพยพศูนย์ข้อมูลลงใต้ทะเล ทางรอดหรือระเบิดเวลาลูกใหม่ของสิ่งแวดล้อมกันแน่

    คลิก https://thaipublica.org/2026/06/sunisa76-underwater-data-centers/

    #underwaterdatacenters #ศูนย์ข้อมูลใต้น้ำ #AI #ผลกระทบสิ่งแวดล้อม #ไทยพับลิก้า #Thaipublica

    https://www.facebook.com/share/1c2yM1JJ2R/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ด่วน ! อิหร่านประกาศ

    "ปิดช่องแคบฮอร์มุซ"

    รอบใหม่อีกครั้ง !

    อิหร่านประกาศปิดการเดินเรือผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ โดยอ้างว่าเป็นการตอบโต้หลังอิสราเอลละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในภูมิภาค

    อย่างไรก็ตาม ในเวลาเดียวกัน อิหร่านได้ส่งคณะผู้แทนเดินทางไปยัง สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเตรียมเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐฯ หลังจากก่อนหน้านี้การหารือต้องถูกเลื่อนออกไปจากเหตุปะทะในเลบานอน

    ด้าน JD Vance รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า จนถึงขณะนี้สหรัฐฯ ยังไม่พบหลักฐานที่ชัดเจนว่าอิหร่านได้ดำเนินการปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ และคาดว่าตัวเขาจะเดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์เพื่อเข้าร่วมการเจรจาภายในไม่กี่วันข้างหน้า

    สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาพที่ขัดแย้งกันของอิหร่าน ซึ่งในด้านหนึ่งกำลังเพิ่มแรงกดดันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ขณะที่อีกด้านหนึ่งยังคงเปิดช่องทางการทูตกับสหรัฐฯ เพื่อหาทางยุติความขัดแย้งในภูมิภาค

    https://www.facebook.com/share/1JdJAxk2ig/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สิงคโปร์รุกฆาต Gold Hub ไทยพลาดโอกาสทองอีกครั้ง ?
    จากข้าวถึงยาง จากน้ำมันถึงทองคำ ผู้ชนะไม่ใช่แค่คนมีของ แต่คือคนสร้างระบบ

    ข่าวการเดินหน้าของสิงคโปร์สู่การเป็นศูนย์กลางทองคำของเอเชีย อาจดูเหมือนเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของประเทศที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเงินและเศรษฐกิจอยู่แล้ว แต่สำหรับไทย ข่าวนี้ควรถูกมองเป็น Wake Up Call เพราะในขณะที่สิงคโปร์กำลังเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทองคำระดับโลก ไทยยังไม่มีภาพที่ชัดเจนว่าต้องการยืนอยู่ตรงไหนในอุตสาหกรรมนี้

    รายงานจาก CNA ระบุว่า ความต้องการจัดเก็บทองคำในสิงคโปร์กำลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจากนักลงทุนและสถาบันในอินเดีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ขณะที่ธนาคารกลางหลายแห่งเริ่มพิจารณาสิงคโปร์เป็นสถานที่จัดเก็บทองคำสำรองมากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และความเปลี่ยนแปลงของระเบียบเศรษฐกิจโลก

    ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) กำลังพัฒนาระบบชำระราคาและหักบัญชีสำหรับธุรกรรมทองคำนอกตลาดหลักทรัพย์ร่วมกับธนาคารชั้นนำระดับโลก ขณะที่ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) เตรียมเปิดบริการรับฝากทองคำสำรองสำหรับธนาคารกลางและหน่วยงานภาครัฐต่างประเทศ รวมถึงปรับกฎเกณฑ์เพื่อดึงดูดเงินทุนจากกองทุนและ Family Office ทั่วโลกเข้าสู่ระบบทองคำของประเทศ

    เมื่อมองภาพรวม สิ่งที่สิงคโปร์กำลังทำไม่ใช่ธุรกิจทองคำ แต่คือการสร้าง "ระบบทองคำ" ระบบที่เชื่อมการเก็บรักษา การส่งมอบ การชำระราคา การซื้อขายระหว่างสถาบัน การบริหารสภาพคล่อง และตลาดการเงินเข้าไว้ด้วยกัน

    นี่คือจุดที่ไทยต้องหันกลับมามองตัวเอง เพราะประเทศไทยมีต้นทุนที่แข็งแรงอยู่แล้ว เรามีเยาวราช หนึ่งในศูนย์กลางค้าทองคำที่มีชื่อเสียงที่สุดในเอเชีย มีเครือข่ายร้านทองทั่วประเทศ มีวัฒนธรรมการออมทองที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคน มีการนำเข้า ส่งออก และซื้อขายทองคำในระดับสูง รวมถึงมีผู้ประกอบการที่อยู่กับอุตสาหกรรมนี้มายาวนาน

    แต่สิ่งที่ไทยมี คือ "ตลาด" ขณะที่สิ่งที่สิงคโปร์กำลังสร้าง คือ "ระบบ"

    ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ไทยสร้างความแข็งแกร่งในฐานะตลาดทองคำ ส่วนสิงคโปร์กำลังสร้างความแข็งแกร่งในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทองคำ ไทยมีผู้ซื้อและผู้ขาย แต่สิงคโปร์กำลังดึงธุรกรรมของผู้เล่นทั่วโลกให้ไหลผ่านประเทศของตัวเอง ไทยมีทองคำอยู่ในมือประชาชน แต่สิงคโปร์กำลังเชื่อมทองคำเข้ากับระบบการเงินระหว่างประเทศ ไทยมีวัฒนธรรมการถือครองทอง แต่สิงคโปร์กำลังสร้างอุตสาหกรรมการเงินบนฐานของทองคำ

    นี่คือความแตกต่างระหว่าง "ตลาดทองคำ" กับ "Gold Hub"

    และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไทยเผชิญสถานการณ์ลักษณะนี้

    ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลกมานานหลายสิบปี แต่ศูนย์กลางการซื้อขาย การบริหารความเสี่ยง และกลไกราคาอ้างอิงระดับโลกกลับอยู่ที่สิงคโปร์ ไทยผลิต คนอื่นสร้างตลาด ไทยขายวัตถุดิบ คนอื่นสร้างระบบ

    ภาพเดียวกันเกิดขึ้นกับข้าว ไทยเคยเป็นมหาอำนาจส่งออกข้าวของโลก แต่เวียดนามใช้เวลาหลายปีพัฒนาพันธุ์ข้าว โลจิสติกส์ มาตรฐาน และห่วงโซ่อุปทาน จนขยับขึ้นมาเป็นคู่แข่งที่สูสีในตลาดโลก การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ใครปลูกได้มากกว่าอีกต่อไป แต่อยู่ที่ใครสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่า

    ภาคท่องเที่ยวก็ไม่ต่างกัน ไทยมีนักท่องเที่ยวมากกว่า แต่สิงคโปร์สร้างตัวเองเป็นศูนย์กลางการเงิน ศูนย์กลางการประชุม ศูนย์กลางบริการทางการแพทย์ และศูนย์กลางความมั่งคั่งของภูมิภาค ไทยชนะในเรื่องปริมาณ แต่สิงคโปร์ชนะในเรื่องมูลค่า

    บทเรียนเดิมกำลังกลับมาอีกครั้งในอุตสาหกรรมทองคำ

    ขณะที่ไทยยังแข็งแรงในฐานะตลาดซื้อขายทองคำ สิงคโปร์กำลังขยับขึ้นไปสู่การเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทองคำ ตั้งแต่ระบบรับฝาก การชำระราคา การซื้อขายระหว่างธนาคาร การบริหารสภาพคล่อง ไปจนถึงการเป็นสถานที่จัดเก็บทองคำสำรองของธนาคารกลาง

    นี่คือการแข่งขันคนละระดับ ไทยแข่งขันในตลาดทองคำ ขณะที่สิงคโปร์กำลังแข่งขันเพื่อเป็นศูนย์กลางของระบบทองคำ

    ในวันที่ธนาคารกลางทั่วโลกเร่งสะสมทองคำ ในวันที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ผลักให้ทองคำกลับมาเป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์ และในวันที่เงินทุนโลกกำลังมองหาศูนย์กลางใหม่สำหรับการจัดเก็บและซื้อขายทองคำ สิงคโปร์เลือกเดินเกมรุก ส่วนไทยยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน

    ข่าวนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องความสำเร็จของสิงคโปร์ แต่เป็นสัญญาณเตือนของไทย เพราะหากประเทศยังไม่สามารถเปลี่ยนจุดแข็งที่มีอยู่ให้กลายเป็นระบบที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้ Gold Hub อาจเป็นเพียงอีกหนึ่งโอกาสที่ไทยเคยมี และปล่อยให้ประเทศอื่นนำไปต่อยอดจนกลายเป็นความได้เปรียบทางเศรษฐกิจในระยะยาวอีกครั้ง

    #GoldHub #ทองคำ #Singapore #CentralBank #ธนาคารกลาง #SGX #MAS #เศรษฐกิจไทย #FundFlow #MoneyFlow #BusinessTomorrow
    https://www.facebook.com/share/p/1BDhmMuvQh/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เพิ่งจะดีใจได้ไม่ถึง 48 ชั่วโมง มหากาพย์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับมาครุกรุ่นอีกรอบ

    โดยทางอิหร่านประกาศ "ปิดช่องแคบฮอร์มุซรอบสองแบบฉับพลัน" ด้วยความโกรธแค้นที่อิสราเอลยังคงเดินหน้าทิ้งระเบิดใส่เลบานอนอย่างหนัก ส่งผลให้สถานการณ์พลิกกลับมาตึงเครียดขั้นสุดทันที

    โดยกองบัญชาการทหารร่วมของอิหร่านออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจของรัฐ สั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งทันที หลังจากที่เพิ่งปล่อยให้เรือแทงเกอร์แล่นผ่านไปได้เพียงวันเดียว

    อิหร่านประณามว่าสหรัฐฯ "ไร้ความจริงใจ" และ "ละเมิดข้อตกลงอย่างชัดเจน" เนื่องจากไม่สามารถควบคุมพันธมิตรอย่างอิสราเอลให้หยุดยิงในเลบานอนได้ พร้อมขู่ว่า "หากการรุกรานยังไม่หยุด เรามีแผนการตอบโต้ในขั้นต่อไปเตรียมไว้แล้ว"

    หลังจากประกาศปิดช่องแคบไม่กี่นาที อิหร่านก็กลับลำส่งคณะผู้แทนเจรจาบินด่วนสู่เมืองบือร์เกินชต็อก (Bürgenstock) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ทันที (หลังจากที่เลื่อนมาจากวันศุกร์) โดยการเจรจาทางเทคนิคที่มีปากีสถานและกาตาร์เป็นตัวกลางจะเริ่มขึ้นในวันอาทิตย์นี้

    นาย Esmail Baghaei โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ส่งสัญญาณผ่านสื่อชัดเจนว่า การไปสวิสฯ ครั้งนี้ ไม่ใช่ไปเพื่อประนีประนอม แต่ไปเพื่อ "ทวงถาม" ให้สหรัฐฯ ทำตามสัญญา และย้ำว่า "ถ้าเงื่อนไขหลัก (การหยุดยิงและถอนทหารอิสราเอล) ไม่ได้รับการปฏิบัติ ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว (MOU) ทั้งหมดนี้จะถือเป็นโมฆะ"

    กระทรวงสาธารณสุขเลบานอนประกาศตัวเลขว่า ยอดผู้เสียชีวิตรวมในสงครามรอบนี้ทะลุ 4,000 รายไปเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ ปธน. เนแทนยาฮู ของอิสราเอล ยังคงย้ำคำเดิมว่าจะไม่ถอนทหารจนกว่าภัยคุกคามจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์จะหมดไป

    Mr.Messenger รายงาน

    https://www.facebook.com/share/17e7Ynked1/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อัปเดต!! JD Vance รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ คาดว่าจะเดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์ในวันเสาร์นี้ เพื่อเข้าร่วมการเจรจากับอิหร่านในวันพรุ่งนี้

    ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า MB Ghalibaf ประธานรัฐสภาอิหร่าน ก็คาดว่าจะเข้าร่วมการเจรจาครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

    https://www.facebook.com/share/1CdFhMisdW/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    การโจมตีมอสโกด้วยโดรน: หมากทางการเมืองท่ามกลางเวทีคาซานและ G7 ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
    .

    สถานการณ์การโจมตีจากรายงานของรัสเซีย

    กระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานว่าในคืนวันที่ 18 มิถุนายน กองกำลังป้องกันทางอากาศสามารถสกัดกั้นและทำลายโดรนของยูเครนได้ทั้งหมด 555 ลำ ทั่วประเทศ โดยในจำนวนนี้ 194 ลำ ถูกสกัดบนเส้นทางบินเข้าสู่กรุงมอสโก อย่างไรก็ตาม มีโดรนบางส่วนสามารถฝ่าแนวป้องกันและโจมตีเป้าหมายในเขตเมืองหลวงได้ โดยเฉพาะ โรงกลั่นน้ำมันมอสโก (Moscow Oil Refinery) ในเขตคาปอตนียา ซึ่งเป็นโรงกลั่นหลักที่ผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเมืองหลวง ผลจากการโจมตีทำให้เกิดเพลิงไหม้และควันดำหนาทึบ

    สนามบินหลักทั้งหมดในมอสโกต้องหยุดให้บริการชั่วคราว ส่งผลให้มีเที่ยวบินล่าช้าหรือถูกยกเลิกกว่า 500 เที่ยวบิน และเศษซากโดรนที่ตกยังสร้างความเสียหายต่ออาคารที่พักอาศัยและศูนย์การค้าซาดอฟอด (Sadovod)
    .

    จังหวะเวลาที่ไม่บังเอิญ: G7 และคาซาน

    นักวิเคราะห์และผู้สื่อข่าวรัสเซียมองว่าการโจมตีนี้มิได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่ถูกกำหนดเวลาให้สอดคล้องกับวาระการประชุมสำคัญสองรายการ

    ประการแรก การโจมตีเกิดขึ้นในช่วงที่ การประชุมสุดยอด G7 กำลังจัดขึ้น โดยผู้นำตะวันตกหารือเกี่ยวกับการสนับสนุนยูเครนเพิ่มเติม ผู้สื่อข่าวรัสเซีย อันเดรย์ เมดเวเดฟ ระบุว่า "นี่คือการรายงานผลต่อชาติตะวันตก... การโจมตีเมืองหลวงครั้งนี้เป็นทั้งเครื่องราง (พวกเราโจมตีกรุงมอสโก!), การรายงานผลต่อชาติตะวันตก, การรายงานผลต่อประชาชนยูเครน และปฏิบัติการทางจิตวิทยาไปในคราวเดียวกัน"

    ประการที่สอง ขณะที่การโจมตีดำเนินไป ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน กำลังเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอด รัสเซีย-อาเซียน ที่กรุงคาซาน ระหว่างวันที่ 17-19 มิถุนายน โดยมีผู้นำจาก 11 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าร่วม การที่เมืองหลวงของรัสเซียถูกโจมตีในขณะที่ปูตินกำลังแสดงบทบาทบนเวทีระหว่างประเทศถูกมองว่าเป็นความพยายามบ่อนทำลายภาพลักษณ์ของรัสเซียในสายตาพันธมิตรในเอเชีย
    .

    เงินกู้ 90,000 ล้านยูโร: เป้าหมายที่แท้จริง

    สื่อและนักวิเคราะห์รัสเซียชี้ให้เห็นว่าเป้าหมายสำคัญของการโจมตีครั้งนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับ เงินกู้มหาศาลจากสหภาพยุโรป จำนวน 90,000 ล้านยูโร สำหรับปี 2026-2027 ซึ่งยูเครนเพิ่งให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา เงินกู้นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อครอบคลุมการขาดดุลงบประมาณ เสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค และการเสริมสร้างศักยภาพอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

    โดรนโจมตีมอสโกจึงถูกมองว่าเป็นเครื่องมือในการสร้าง "ภาพแห่งชัยชนะ" เพื่อเป็นหลักฐานให้ชาติตะวันตกเห็นว่าเงินที่ลงทุนไปนั้น "คุ้มค่า" และกำลังสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้
    .

    ความแตกแยกในหมู่ผู้สนับสนุนสงครามรัสเซีย (Z-bloggers)

    การโจมตีครั้งนี้สร้างความแตกแยกอย่างชัดเจนในหมู่ผู้สนับสนุนสงครามและนักข่าวสายทหารรัสเซีย โดยไม่มี "คำสั่งจากเครมลิน" ที่เป็นเอกภาพ

    กลุ่มแรกพยายามลดทอนความรุนแรงและชื่นชมระบบป้องกัน อเล็กซานเดอร์ คอตซ์ (Alexander Kots) นักข่าวทหารของคมโสมลสกายา ปราฟดา กล่าวว่าการที่โดรนบุกทะลวงเข้ามาได้เป็นเรื่อง "น่ารำคาญ" แต่จำนวนที่ฝ่าเข้าไปได้มีเพียง "หลักหน่วย" ซึ่งสะท้อนประสิทธิภาพของระบบป้องกันทางอากาศ เซอร์เกย์ มาร์คอฟ (Sergey Markov) นักวิเคราะห์การเมืองฝ่ายเครมลิน ถึงกับกล่าวว่าระบบป้องกันทางอากาศรอบมอสโกคือ "ระบบที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก"

    กลุ่มที่สองวิจารณ์อย่างรุนแรง บล็อกเกอร์ทหารชื่อ "ไฟเตอร์บอมเบอร์" (Fighterbomber) ซึ่งมีความใกล้ชิดกับกองทัพอากาศและอวกาศรัสเซีย แสดงความไม่พอใจว่า "มันไม่สำคัญว่าป้องกันทางอากาศของคุณจะยิงเป้าหมายได้กี่ล้านลำ ถ้าเป้าหมายที่พวกมันปกป้องถูกโจมตีได้ นั่นหมายความว่าศัตรูคำนวณกำลังพลและวิธีการโจมตีเป้าหมายได้ถูกต้อง... แต่คุณทำไม่ได้" (ภายหลังมีการแก้ไขข้อความ)
    .

    ผลกระทบต่อสถานะของปูตินและพันธมิตร

    แม้จะไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการจากเครมลินเกี่ยวกับผลกระทบโดยตรง แต่บรรดานักวิเคราะห์ชาวรัสเซียมองว่าการโจมตีครั้งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างกลืนไม่เข้าคายไม่ออกให้กับปูติน

    หากปูตินตอบโต้อย่างรุนแรง ยูเครนและยุโรปก็จะมีเหตุผลมากขึ้นในการระดมทุนและผลักดันการช่วยเหลือทางทหารเพิ่มเติม ขณะที่สื่อตะวันตกจะยิ่งตอกย้ำภาพของ "ผู้รุกรานที่โหดร้าย" ในทางกลับกัน หากปูตินตอบโต้ไม่มากพอ ประชาชนรัสเซียและกลุ่มผู้ภักดีอาจเกิดความไม่พอใจที่ผู้นำไม่สามารถปกป้องเมืองหลวงได้อย่างเพียงพอ

    การโจมตียังส่งผลต่อสถานะของรัสเซียในสายตาพันธมิตร หลังการโจมตี ผู้นำเบลารุส อเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก เริ่มใช้ท่าทีระมัดระวังมากขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นในหมู่พันธมิตร
    .

    บทสรุป: หมากที่ถูกวางบนกระดานหลายระดับ

    นักวิเคราะห์ชาวรัสเซียสรุปว่าการโจมตีมอสโกด้วยโดรนของยูเครนในวันที่ 18 มิถุนายนถูกมองว่าเป็นปฏิบัติการเชิงจิตวิทยาและการสื่อสารทางการเมืองมากกว่าปฏิบัติการทางทหารที่มุ่งเปลี่ยนแปลงสมดุลในสนามรบ ท่ามกลางวาระการประชุม G7 และการประชุมสุดยอดที่คาซาน โดรนเหล่านี้ถูกใช้เพื่อส่งสารไปยังชาติตะวันตกให้เห็นว่าเงินกู้ 90,000 ล้านยูโรนั้น "คุ้มค่า" ขณะเดียวกันก็สร้างแรงกดดันทางจิตวิทยาต่อเครมลินและสร้างความแตกแยกในหมู่ผู้สนับสนุนสงครามในรัสเซีย

    ความแตกแยกที่เกิดขึ้นในหมู่ Z-bloggers สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายภายในของเครมลินในการบริหารจัดการการรับรู้ของสาธารณชน ท่ามกลาง "ภาวะปกติใหม่" ที่การโจมตีเมืองหลวงกลายเป็นความจริงที่ยากจะปฏิเสธ แม้ระบบป้องกันทางอากาศจะถูกยกย่องว่าแข็งแกร่งที่สุดในโลกก็ตาม
    https://www.facebook.com/share/p/1Yrh3pWUPA/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    UPDATE : อิหร่านจะไม่เดินหน้าการเจรจานิวเคลียร์หากอิสราเอลไม่ปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจ (MoU)
    .
    อิหร่านกล่าวว่าคณะผู้แทนของตนที่จะเดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์นั้น ไม่ได้ไปเพื่อเริ่มต้นการเจรจาทางเทคนิคซึ่งจะใช้เวลา 60 วันในขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการสันติภาพระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกา
    .
    แต่จุดประสงค์ของพวกเขาคือเพื่อเน้นย้ำว่าอิหร่านจะไม่ดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ต่อไป เว้นแต่ว่าอิสราเอลจะปฏิบัติตามข้อตกลง พวกเขากล่าวว่าชาวอเมริกันเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้ และชาวอเมริกันต้องรับประกันว่าอิสราเอลจะปฏิบัติตาม
    .
    ดังนั้นนี่จึงไม่ใช่การเยือนเพื่อเจรจาต่อรองเพื่อบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายตามที่คาดไว้
    .
    อิหร่านยังดำเนินมาตรการอื่นๆ อีกด้วย พวกเขาประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ และจะดำเนินการเช่นนั้นต่อไปจนกว่าข้อตกลงจะได้รับการปฏิบัติตาม
    .
    พวกเขากำลังพูดถึงประเด็นแรก ซึ่งก็คือการหยุดยิงในเลบานอน และพวกเขากำลังพูดถึงประเด็นที่สองที่เกี่ยวข้องกับช่องแคบฮอร์มุซ และอีกสองประเด็นที่เกี่ยวข้องกับมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และการปลดล็อกทรัพย์สินของอิหร่านในต่างประเทศ
    .
    ดังนั้นอิหร่านจึงทำและพูดหลายอย่างเพื่อส่งสัญญาณว่าทั้งสองฝ่ายยังอยู่ในระยะแรกของกระบวนการสันติภาพ และหากไม่เคารพข้อตกลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้าประเด็นนั้น ก็ไม่มีความจำเป็นที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องเดินหน้าต่อไป

    https://www.facebook.com/share/p/18pZHk7o9b/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    บทความนี้ใช้กลยุทธ์การวางกรอบและการเล่าเรื่องที่ชัดเจนเพื่อสร้างภาพ "ความสำเร็จเชิงโครงสร้าง" ของยูเครนในสงครามโดรน โดยวางกรอบหลักเป็น "Disruption vs. Legacy" (การเปลี่ยนแปลงพลิกโฉม กับ การเปลี่ยนแปลงแบบดั้งเดิม) คือชี้ว่าสงครามสมัยใหม่ไม่ได้ชนะด้วยอาวุธราคาแพงอย่างขีปนาวุธ แต่ชนะด้วยปริมาณบวกข้อมูลที่ปรับเปลี่ยนได้รวดเร็ว ทำให้ยูเครนไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงผู้ใช้โดรน แต่เป็น "ผู้ปฏิรูปอุตสาหกรรมสงคราม" ควบคู่กับกรอบ "ระบบนิเวศ" ที่เชื่อมโยงสี่เสาหลักเข้าด้วยกัน ได้แก่ การผลิตแบบกระจายศูนย์ ซอฟต์แวร์ประมวลผลอย่าง Palantir โครงสร้างพื้นฐานอย่าง Starlink และวงจรป้อนกลับข้อมูล และยังมีกรอบ "ชัยชนะทางต้นทุน" ที่ตอกย้ำตัวเลขการผลิตระดับล้านลำเทียบกับต้นทุนต่ำ เพื่อสรุปว่ารัสเซียเสียเปรียบทางเศรษฐศาสตร์สงครามอย่างมหาศาล

    ในแง่การเล่าเรื่อง บทความใช้สามเส้นเรื่องคู่ขนาน

    เรื่องแรกคือ "From Zero to Hero" (จากคนธรรมดา สู่ฮีโร่) ที่เริ่มจากการไม่มีอุตสาหกรรมโดรนเลยในปี 2022 จนทะลุเป้าหมาย 1-2 ล้านลำในปี 2026 โดยใช้ตัวเลขงบประมาณ 2,000 ล้านเหรียญเป็นตัวขับเคลื่อนอารมณ์ผู้อ่าน

    เรื่องที่สองคือ "Agile Warfare" (สงครามที่คล่องตัว) ที่เน้นการอัปเดตเฟิร์มแวร์แบบเรียลไทม์เพื่อต้านสงครามอิเล็กทรอนิกส์ และการใช้ระบบ Brave1 เป็นตัวเร่งระบบราชการ สร้างภาพสตาร์ทอัพที่ต่อสู้กับโรงงานทหารยักษ์ใหญ่

    ส่วนเรื่องที่สามคือ "Coalition of Tech" ที่วางให้ยูเครนเป็นสมองกลยุทธ์ส่วนหน้า ขณะที่สหรัฐฯ และนาโตเป็นโครงสร้างหลังบ้านทั้งคลาวด์และดาวเทียม สร้างภาพทีมเวิร์กระดับโลก

    เมื่ออ่านในฐานะนักวิเคราะห์เชิงลึก มีประเด็นที่ถูกเร่งเร้าหรือมองข้ามหลายจุด ประเด็นแรกคือต้นทุนที่ซ่อนอยู่ บทความระบุต้นทุนเพียง 400-500 ดอลลาร์ต่อลำ แต่ไม่ได้รวมค่าสูญเสียจากอัตราถูกยิงตกต่อภารกิจ ค่าเซิร์ฟเวอร์ Palantir และค่าแบนด์วิดท์ Starlink ที่สหรัฐฯ ออกให้ ซึ่งถ้ารวมทั้งหมดแล้วยังไม่แน่ชัดว่าต้นทุนต่อการทำลายเป้าหมายหนึ่งจุดจะถูกกว่าขีปนาวุธจริงหรือไม่

    ประเด็นที่สองคือความยั่งยืนของซัพพลายเชน เพราะยูเครนพึ่งพาชิปจากเอเชียเป็นหลัก แต่บทความไม่ได้ประเมินว่าหากจีนหรือประเทศต้นทางชิ้นส่วนถูกกดดันให้ตัดส่งออก กำลังการผลิตที่เหลือจะเป็นเท่าใด

    ประเด็นที่สามคือคำกล่าวอ้างเรื่อง "สงครามปิดลูป" ที่บอกว่าข้อมูลป้อนกลับใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ แต่ในความเป็นจริงรัสเซียก็ปรับเปลี่ยนระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ทุก 48-72 ชั่วโมงเช่นกัน

    คำถามคือยูเครนตามทันรัสเซียจริง หรือเพียงตามให้ทันความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว

    ประเด็นที่สี่คือความได้เปรียบทางข้อมูลเป็นของใครแน่ เพราะการที่ยูเครนใช้ Palantir วิเคราะห์ข้อมูล อาจหมายความว่าสหรัฐฯ เข้าถึงข้อมูลสนามรบทั้งหมดของยูเครนผ่านระบบคลาวด์ด้วย ซึ่งตั้งคำถามได้ว่านี่คือความช่วยเหลือ หรือคือการครอบครองข้อมูลข่าวกรองกันแน่

    ประเด็นสุดท้ายคือนิยามคำว่า "มหาอำนาจโดรน" ที่บทความใช้ตามปริมาณการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่หากวัดด้วยความสามารถในการยับยั้งหรือการคุ้มกันทางอากาศ ยูเครนยังห่างไกลจากอิสราเอลหรือจีนมาก จึงน่าสงสัยว่าคำว่ามหาอำนาจในที่นี้ใช้เพื่อโฆษณาชวนเชื่อหรือเป็นนิยามเชิงวิชาการจริง

    นอกจากนี้ยังมีคำถามเชิงยุทธศาสตร์ที่บทความยังไม่ได้ตอบเลย คือหากรัสเซียเปลี่ยนไปใช้โดรนใต้น้ำหรือโดรนใยแก้วที่ไร้สัญญาณวิทยุและไม่ถูกรบกวนด้วยสงครามอิเล็กทรอนิกส์ รูปแบบการผลิตสองล้านลำของยูเครนจะล้าสมัยทันทีหรือไม่ และการที่ยูเครนเปิดเผยข้อมูลการผลิตและระบบ Brave1 ต่อสาธารณะมากขนาดนี้ จะเป็นการเปิดช่องให้รัสเซียวางแผนโจมตีโรงงานประกอบหรือซัพพลายเออร์รายย่อยหรือไม่

    .

    ระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูล จากข่าวสารที่แอดเช็คเพิ่มจากทั้งฝั่งรัสเซียและสื่อตะวันตกและยูเครนมาเปรียบเทียบกัน:

    ระดับที่เชื่อถือได้สูงสุด คือสิ่งที่มีคนนอกเห็นหลักฐานโดยตรงและทั้งสองฝ่ายยอมรับตรงกัน มีอยู่จุดเดียวคือโรงกลั่นน้ำมัน Kapotnya ในมอสโกถูกโจมตีและเกิดเพลิงไหม้จริงในวันที่ 18 มิถุนายน 2026 ซึ่งช่างภาพ AFP และ Reuters เห็นเปลวไฟกับกลุ่มควันด้วยตาตัวเอง และฝ่ายรัสเซียเองก็ยอมรับผ่านปากนายกเทศมนตรีมอสโกว่าโดรนบางส่วนไปถึงโรงกลั่นจริงเป็นครั้งที่สองในสัปดาห์นั้น ไม่ใช่แค่ยูเครนพูดฝ่ายเดียว ส่วนนี้จึงถือว่ายืนยันได้แน่นอน

    ระดับที่เชื่อถือได้ปานกลาง คือตัวเลขที่ทางการฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรายงานเอง สื่อสากลนำไปรายงานตาม แต่ไม่มีใครนับซากหรือใช้ภาพถ่ายดาวเทียมมายืนยันจำนวนจริง ฝั่งรัสเซียมีตัวเลขโดรนที่สกัดได้เหนือมอสโก 194 ลำ และยอดรวมทั่วประเทศ 555 ลำ ซึ่งมาจากปากนายกเทศมนตรีมอสโกและกระทรวงกลาโหมรัสเซียล้วนๆ รวมถึงยอดผู้บาดเจ็บ 17 คนจากผู้ว่าการภูมิภาค ฝั่งยูเครนก็มีตัวเลขในระดับเดียวกัน คือยอดสกัดโดรนและขีปนาวุธรัสเซียได้ 216 จาก 246 ลำในคืนเดียวกัน หรืออัตราเกือบ 90% ซึ่งมาจากกองทัพอากาศยูเครนฝ่ายเดียว และคำกล่าวอ้างว่าโรงกลั่นต้องหยุดดำเนินงานทั้งหมด ซึ่งมาจากกองบัญชาการทหารยูเครนเช่นกัน ตัวเลขทั้งสี่ตัวนี้อยู่ในสถานะเดียวกันหมด คือทางการพูดเอง ไม่มีบุคคลที่สามนับซ้ำ

    ระดับที่เชื่อถือได้ต่ำสุด คือตัวเลขที่แทบไม่มีร่องรอยให้ตรวจสอบเลยนอกจากปากคำทางการ และมักถูกใช้เพื่อสร้างขวัญกำลังใจหรือโฆษณาทางการเมืองมากกว่าเป็นข้อมูลปฏิบัติการ ฝั่งรัสเซียคือยอดผลิตโดรน FPV 15,000 ลำต่อวัน หรือราว 5.47 ล้านลำต่อปี ที่ไม่มีข้อมูลศุลกากรหรือซัพพลายเชนมายืนยัน ฝั่งยูเครนคือเป้าผลิต 1-2 ล้านลำต่อปี ต้นทุนต่อลำ 400-500 ดอลลาร์ที่ไม่รวมต้นทุนแฝงอย่างค่าสูญเสียหรือค่าเซิร์ฟเวอร์ Palantir และความเร็ว feedback loop "ไม่กี่สัปดาห์" ของ Brave1 ซึ่งล้วนมาจากแหล่งฝั่งยูเครนหรือพันธมิตรตะวันตกที่สนับสนุนยูเครนอยู่แล้ว ไม่มีบุคคลที่สามตรวจสอบเช่นกัน ส่วนคำว่า "มหาอำนาจโดรน" เองก็ไม่ใช่ตัวเลขแต่เป็นกรอบนิยามที่ยังเถียงกันได้ทั้งสองทาง ขึ้นอยู่กับว่าวัดด้วยปริมาณการผลิตหรือความสามารถในการยับยั้ง

    โดยสรุป ถ้าตัดที่มาออกแล้วดูเฉพาะว่ามีหลักฐานอิสระยืนยันหรือไม่ ตัวเลขฝั่งรัสเซียกับฝั่งยูเครนอยู่ในสถานะใกล้เคียงกันเกือบทั้งหมด ทั้งสองฝ่ายต่างมีตัวเลขที่ยืนยันได้จริง ตัวเลขที่อ้างเองแต่สื่อรายงานตาม และตัวเลขที่แทบไร้หลักฐานนอกจากปากคำทางการ ความแตกต่างที่เกิดขึ้นในบทความต้นฉบับและในการวิเคราะห์รอบแรกของผมเอง ไม่ได้มาจากตัวข้อมูลที่ต่างกันจริง แต่มาจากโทนการเขียนของสื่อตะวันตกต้นทางที่มักให้น้ำหนักคำพูดฝ่ายยูเครนเป็นกลางกว่าโดยปริยาย

    https://www.facebook.com/share/p/1CcDH4AVsZ/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จีนเล็งยกเครื่องระบบรถไฟความเร็วสูงสู่ "อวกาศ" หวังลบฝันร้ายคดีอุบัติเหตุ แต่อาจเปิดช่องโหว่ใหม่ให้แฮกเกอร์โจมตี

    ย้อนกลับไปในคืนฤดูร้อนปี 2011 เหตุการณ์โศกนาฏกรรมรถไฟความเร็วสูงชนกันที่เมืองเวินโจว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 40 รายและบาดเจ็บเกือบ 200 ราย ผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการพบว่ามีชนวนเหตุมาจาก "ฟ้าผ่า" ที่ทำลายวงจรสัญญาณริมทาง ส่งผลให้รถไฟขบวนแรก "หายไป" จากระบบตรวจจับของศูนย์ควบคุม นำไปสู่การให้สัญญาณไฟเขียวแก่รถไฟขบวนหลังจนเกิดการชนประสานงา

    คำถามสำคัญในแง่วิศวกรรมความปลอดภัยคือ เราจะสามารถสร้างระบบสมองกลของรถไฟให้ทนทานต่อภัยธรรมชาติจนไม่เกิดความผิดพลาดในลักษณะนี้อีกได้หรือไม่?

    ล่าสุด ทีมวิจัยจาก #สถาบันออกแบบและวิจัยเครือข่ายสัญญาณรถไฟแห่งชาติจีน (CRSC Research and Design Institute Group) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ผู้อยู่เบื้องหลังระบบอาณัติสัญญาณรถไฟของจีน ได้เสนอแนวคิดผ่านบทความวิชาการเรื่อง "Cybersecurity Risk Analysis of Space-based Train Control System" ตีพิมพ์ในวารสารอุตสาหกรรมเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เสนอให้ยก "ระบบประสาท" ของรถไฟความเร็วสูงขึ้นไปไว้บนอวกาศแทน

    1. โครงสร้างระบบควบคุมจากอวกาศ: ข้อดีและการทำงาน

    ในปัจจุบัน ระบบควบคุมรถไฟความเร็วสูงต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานภาคพื้นดินจำนวนมหาศาล ทั้งเสาสัญญาณวิทยุ ไฟสัญญาณ และกล่องรับส่งสัญญาณริมทางหลวง ซึ่งมีต้นทุนการติดตั้งสูง บำรุงรักษายาก และเปราะบางต่อภัยธรรมชาติ (น้ำท่วม แผ่นดินไหว ฟ้าผ่า)

    ระบบใหม่ที่ #จีน เสนอจะเปลี่ยนไปใช้ #ดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low-Orbit Satellites) เป็นสถานีทวนสัญญาณหลัก:
    -รถไฟทุกขบวนจะรายงานตำแหน่งและความเร็วที่แม่นยำสูงขึ้นไปยังดาวเทียมอย่างต่อเนื่อง
    -ดาวเทียมจะส่งข้อมูลนั้นกลับมายังศูนย์ควบคุมภาคพื้นดิน
    -ศูนย์ควบคุมจะออกคำสั่งการเดินรถ (Movement Authorities) ส่งกลับขึ้นไปผ่านช่องสัญญาณอวกาศและกระจายสัญญาณลงมายังรถไฟ
    -กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นเหนือชั้นบรรยากาศ ทำให้ระบบสามารถทำงานได้ตามปกติแม้ภาคพื้นดินจะเผชิญพายุ ฝนตกหนัก หรือภัยพิบัติรุนแรง

    2. ช่องโหว่ทางไซเบอร์: เมื่อระบบสามารถถูกแฮกได้

    อย่างไรก็ตาม รายงานวิจัยฉบับนี้ซึ่งนำทีมโดยวิศวกรขีดความสามารถสูงชื่อ เสิ่น เซียงยวี่ (Shen Xiangyu) ได้ทำการวิเคราะห์ความเสี่ยงและระบุว่า ระบบที่ช่วยขจัดปัญหาภัยธรรมชาติกลับสร้าง "ปีศาจดิจิทัล" ตัวใหม่ขึ้นมา โดยแฮกเกอร์สามารถใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อเปลี่ยนระบบนี้ให้กลายเป็นอาวุธได้:

    -การปลอมแปลงสัญญาณ (Signal Spoofing): แฮกเกอร์สามารถจำลองสัญญาณดาวเทียมเพื่อส่ง "คำสั่งเดินรถปลอม" ไปยังรถไฟที่กำลังวิ่งด้วยความเร็วสูง สั่งให้รถไฟเร่งความเร็วในจุดที่ควรจะเบรก หรือหลอกศูนย์ควบคุมว่าทางรถไฟว่าง ทั้งที่ในความเป็นจริงมีรถไฟจอดขวางอยู่

    -การจู่โจมและยึดดาวเทียม (Satellite Hijacking): ตัวดาวเทียมวงโคจรต่ำจำนวนมากในปัจจุบันถูกออกแบบภายใต้แนวคิด "เน้นฟังก์ชันก่อน ความปลอดภัยไว้ทีหลัง" ทำให้คอมพิวเตอร์บนดาวเทียมมีกำลังประมวลผลจำกัด ไม่สามารถรันซอฟต์แวร์ความปลอดภัยที่ซับซ้อนได้ หากแฮกเกอร์ใช้ช่องโหว่ประเภท Buffer Overflow จะสามารถเข้าควบคุมดาวเทียมและเปลี่ยนมันให้กลายเป็นหุ่นเชิดเพื่อกระจายคำสั่งอันตรายไปยังรถไฟทุกขบวนในรัศมี

    -การแทรกซึมผ่านสถานีภาคพื้นดิน: สถานีควบคุมดาวเทียมบนฝั่งอาจถูกเจาะระบบผ่านอินเทอร์เน็ต หรือถูกบ่อนทำลายโดยคนใน (Insider Threat) นำไปสู่การส่งมัลแวร์เข้าไปปนเปื้อนดาวเทียมทั้งระบบ นอกจากนี้ยังมีระบบความเสี่ยงจากการยิงคลื่นรบกวนสัญญาณ (Jamming) และการโจมตีแบบ DoS ที่จะทำให้ช่องสัญญาณของระบบอัมพาต

    3. ยุทธศาสตร์การตั้งรับ: ป้อมปราการความปลอดภัย 3 ชั้น

    เพื่อป้องกันความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ทีมวิจัยของ CRSC ได้เสนอพิมพ์เขียวระบบป้องกันไว้ 3 รูปแบบ:

    1. เกราะเข้ารหัสขั้นสูง: ข้อมูลการสื่อสารทั้งหมดระหว่าง รถไฟ-ดาวเทียม-พื้นดิน จะต้องผ่านการเข้ารหัสระดับกองทัพ (Military-grade encryption) มีระบบตรวจจับการบุกรุกและไฟร์วอลล์ติดตั้งอยู่บนตัวดาวเทียมเพื่อกรองคำสั่งที่ไม่มีลายเซ็นดิจิทัลที่ถูกต้องทิ้งทันที

    2. ระบบตรวจสอบไขว้หลายช่องทาง (Cross-checking): ระบบรถไฟจะไม่เชื่อข้อมูลจากดาวเทียมเพียงแหล่งเดียว แต่จะนำข้อมูลพิกัดอวกาศมาตรวจสอบคานอำนาจกับเซ็นเซอร์ภาคพื้นดินแบบดั้งเดิม เช่น ระบบเครื่องวัดความเร่งและทิศทางภายในตัวรถ (Inertial Navigation Units), วงจรรางรถไฟที่ยังมีกระแสไฟวิ่งอยู่ (Track Circuits) และหมุดสัญญาณบอกพิกัดถาวร (Passive Balises) หากเกิดข้อมูลไม่ตรงกันแม้แต่ประการเดียว รถไฟจะเข้าสู่โหมด Fail-safe และเบรกอัตโนมัติทันที

    3. สถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ที่เชื่อถือได้ (Trusted Computing): คอมพิวเตอร์ควบคุมรถไฟและอุปกรณ์ซ่อมบำรุงทั้งหมดจะต้องถูกตรวจสอบระดับรหัส Code ก่อนเปิดเครื่องว่าไม่มีการดัดแปลงแก้ไข และมีศูนย์จัดการความปลอดภัยคอยมอนิเตอร์และส่งแพตช์ฉุกเฉินไปอัปเดตหรือตัดแยกอุปกรณ์ที่ติดไวรัสออกระบบจากระยะไกล

    โครงการวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนจากทุนวิจัยแกนหลักแห่งชาติจีน (National Key R&D Programme) ภายใต้เครือข่ายของ China State Railway Group ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการส่งออกรถไฟความเร็วสูงของจีนไปยังประเทศต่าง ๆ เช่น อินโดนีเซีย และไทย

    นักวิทยาศาสตร์ในปักกิ่งรายหนึ่งระบุว่า ระบบควบคุมผ่านดาวเทียมนี้จะเป็น "ออปชันเสริมที่น่าดึงดูดใจมากในแพ็กเกจส่งออก" เพราะจะช่วยให้ประเทศผู้ซื้อสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดในการวางสายเคเบิลราคาแพงผ่านภูมิประเทศทุรกันดาร เช่น เทือกเขาสูงหรือทะเลทราย

    อย่างไรก็ตาม ในมิติความมั่นคงระหว่างประเทศ การที่ประเทศเจ้าบ้านนำระบบโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมหลักของชาติไปเชื่อมต่อกับโครงข่ายดาวเทียมที่ควบคุมโดยจีน ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญคำถามและการตรวจสอบอย่างเข้มงวดด้าน "อธิปไตยทางดิจิทัลและเสถียรภาพข้อมูล" เช่นเดียวกับกรณีข้อพิพาทเรื่องเครือข่าย 5G และสายเคเบิลใต้ทะเลที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ทางออกในทางปฏิบัติคืออาจต้องมีการเจรจาเพื่อจัดเก็บระบบถอดรหัส (Encryption Keys) และการประมวลผลข้อมูลให้อยู่ภายในพรมแดนของประเทศผู้ซื้อ เพื่อลดความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในอนาคต

    #ChinaFocus

    Ref.: SCMP

    https://www.facebook.com/share/p/18tJi9imUG/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลอยู่ระหว่างผลักดันร่างแก้ไขพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 เพื่อปรับระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้ได้งานที่คุ้มค่า มีคุณภาพ และเกิดประโยชน์กับประชาชน
    .
    โดยล่าสุด นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบงานด้านกฎหมาย ได้รายงานต่อนายกรัฐมนตรีว่า ร่างกฎหมายที่จะปรับปรุงแก้ไขเสร็จเรียบร้อยแล้ว และอยู่ในขั้นตอนเสนอให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และอธิบดีกรมบัญชีกลางพิจารณา ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนตามกฎหมายต่อไป
    .
    น.ส.รัชดา กล่าวว่า การแก้ไขกฎหมายฉบับนี้เป็นหนึ่งในเรื่องที่รัฐบาล “พูดแล้วทำ” เพราะสอดคล้องโดยตรงกับนโยบายรัฐบาลด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย ข้อ 22.4 ที่นายกรัฐมนตรีแถลงต่อรัฐสภา ว่าจะปรับปรุงกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ เพื่อให้รัฐได้พัสดุหรือบริการที่คุ้มค่าและสมเหตุสมผล ไม่พิจารณาจากราคาต่ำสุดเพียงอย่างเดียว
    .
    สำหรับสาระสำคัญของร่างแก้ไข อาทิ ปรับหลักการคัดเลือกคู่สัญญาของรัฐ ให้หน่วยงานพิจารณาประโยชน์ของราชการ วัตถุประสงค์การใช้งาน และความสามารถในการปฏิบัติตามสัญญาของผู้ยื่นข้อเสนอ มากกว่าข้อเสนอด้านราคา พร้อมให้ดูต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน มาตรฐานสินค้าและบริการ บริการหลังการขาย พัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริม และผลการปฏิบัติงานของผู้ประกอบการประกอบกัน
    .
    ประเด็นนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะที่ผ่านมา การใช้ราคาต่ำสุดเป็นเกณฑ์หลัก ทำให้หลายโครงการได้ผู้ชนะประมูลที่เสนอราคาต่ำ แต่ทำงานไม่ได้ตามสัญญา ทิ้งงาน หรือทำให้งานรัฐล่าช้า สุดท้ายประชาชนเป็นฝ่ายเสียประโยชน์
    .
    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ร่างกฎหมายยังเพิ่มเหตุบอกเลิกสัญญาและการขึ้นบัญชีผู้ทิ้งงานให้ครอบคลุมกรณีคู่สัญญาทำงานบกพร่องหรือผิดพลาดอย่างร้ายแรง ก่อหรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อหน่วยงานของรัฐ ชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สินของประชาชน หรือสิ่งแวดล้อม เพื่อให้รัฐมีเครื่องมือจัดการคู่สัญญาที่สร้างความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะได้จริง
    .
    อีกประเด็นสำคัญคือ ให้อำนาจหัวหน้าหน่วยงานของรัฐคู่สัญญาสั่งให้ผู้ยื่นข้อเสนอหรือคู่สัญญาเป็นผู้ทิ้งงานได้โดยตรง แล้วจึงแจ้งปลัดกระทรวงการคลังเพื่อเวียนรายชื่อในระบบกรมบัญชีกลาง ซึ่งจะนำไปสู่การลดความล่าช้าและปิดช่องผู้ประกอบการที่มีปัญหาไปเสนอราคากับหน่วยงานอื่นต่อ
    .
    มากไปกว่านั้น ในร่างกฎหมายยังได้มีการกำหนดมาตรการป้องกันมิให้มีการใช้สิทธิอุทธรณ์โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เพราะปัจจุบันมีการอุทธรณ์แทบจะทุกโครงการก็ว่าได้ ทำให้การจัดซื้อจัดจ้างล่าช้า
    .
    "การแก้ไขกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างครั้งนี้ จะทำให้การใช้เงินแผ่นดินมีประสิทธิภาพขึ้น ได้งานที่มีคุณภาพ คุ้มค่า โปร่งใส ลดปัญหาทิ้งงาน และช่วยให้โครงการภาครัฐเดินหน้าได้เร็วกว่าเดิม เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและเศรษฐกิจโดยรวม" น.ส.รัชดา กล่าว
    .
    #กฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36

    https://www.facebook.com/share/1EZnBPRnPt/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาตอบโต้หลังนายกรัฐมนตรีอิตาลี Giorgia Meloni วิพากษ์วิจารณ์เขาต่อสาธารณะ โดยปฏิเสธคำกล่าวอ้างของทรัมป์ที่ว่าเธอพยายามขอถ่ายรูปร่วมกับเขาหลายครั้ง พร้อมระบุว่าคำพูดดังกล่าว “แต่งขึ้นมาทั้งหมด”

    “นายกรัฐมนตรีอิตาลี จอร์เจีย เมโลนี ขอถ่ายรูปกับผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ระหว่างการประชุม G7 ที่ฝรั่งเศส

    ขณะนี้เธอกำลังเผชิญปัญหาความนิยมตกต่ำในอิตาลี ซึ่งอาจเป็นเพราะเธอปฏิเสธที่จะสนับสนุนสหรัฐอเมริกา ประเทศที่รักและปกป้องอิตาลีอย่างแท้จริง ในประเด็นการขัดขวางไม่ให้อิหร่านได้มาหรือพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ (และนาโตเองก็ทำเช่นเดียวกัน!)

    เธอไม่ยอมให้เราใช้ลานบินหรือรันเวย์ของอิตาลีด้วยซ้ำ ซึ่งสร้างความยุ่งยากอย่างมากด้านการขนส่งและปฏิบัติการ ทั้งที่สหรัฐฯ ใช้เงินหลายแสนล้านดอลลาร์ต่อปีเพื่อปกป้องอิตาลีและบรรดาพันธมิตรนาโตที่เรียกกันว่า “พันธมิตร”

    ตอนนี้ หลังจากที่สหรัฐอเมริกาเอาชนะอิหร่านทางทหารได้แล้ว เธอกลับต้องการมาเป็นเพื่อนกับเราอีกครั้ง เพื่อหวังจะดันคะแนนนิยมของตัวเองให้สูงขึ้น

    ไม่เอาด้วยล่ะ ขอบคุณ!!!”

    ประธานาธิบดี Donald J. Trump

    Source: Truth Social

    https://www.facebook.com/share/p/1Czs1G3gvr/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ผ่อนมา 10 ปี หนี้ไม่ลด! กู้เรียน 49,000 ดอลลาร์ วันนี้ติดหนี้มากกว่าเดิม
    เธอกู้เงินเพื่อการศึกษาจำนวน 49,548.74 ดอลลาร์
    หลังจากผ่อนชำระมาแล้ว 120 งวด เธอจ่ายเงินไปแล้ว 25,558 ดอลลาร์ แต่ปัจจุบันกลับยังมียอดหนี้คงค้างอยู่ที่ 50,121 ดอลลาร์
    นั่นหมายความว่า เธอผ่อนชำระมานานหลายปี แต่สุดท้ายกลับเป็นหนี้มากกว่าจำนวนเงินที่กู้มาในตอนแรกเสียอีก
    ระบบทั้งหมดนี้คือการหลอกลวง เพื่อผูกมัดและทำให้คนหนุ่มสาวตกอยู่ในวงจรหนี้สิน
    Source: Derrick Evans

    https://www.facebook.com/share/v/1CzPqPGTa9/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เพจดังปล่อยข่าว “เขมรขนยานเกราะประชิดชายแดน” ด้านชาวเน็ตเผยอย่าตื่นตระหนก รอทางการชี้แจง

    อ่านต่อที่นี่
    https://www.amarintv.com/news/politic/549349

    #เขมร #ทหารกัมพูชา #ทหารเขมร #ชายแดนไทยกัมพูชา #AmarinTV #amarintvonline #ข่าวอมรินทร์ออนไลน์
    https://www.facebook.com/share/1Kx8zq8vZZ/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    “ผู้บริโภคคือเจ้านาย เงินเราซื้ออย่าคนอื่นดูถูกเหยียดหยามคุณและประเทศชาติ ”
    .
    ฮุนเซ็นโพส โต้กลับคนที่ชอบนำเข้าสินค้าไทยและลักลอบมาจำหน่ายยังภายในประเทศ ให้นึกถึง ความเป็น เขมร เพราะเขมรคือลูกค้ารายใหญ่ของไทย อย่าปล่อยให้เขาดูถูกเราว่าเราพึ่งพาเขาเราคือ+คนถือเงินคือเจ้านาย + ไม่จำเป็นต้องไปพึ่งพาเราผลิตเองภายในประเทศได้อยู่แล้ว
    .

    กระทรวงพาณิชย์ 'เขมร'ระบุว่า ณ ไตรมาสแรกของปี 2569 บะหมี่กัมพูชาได้เข้ามาแทนที่บะหมี่ไทยในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วประเทศแล้วถึง 83.3 เปอร์เซ็นต์ น้ำมันปรุงอาหารเข้ามาแทนที่เกือบ 22 เปอร์เซ็นต์ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเข้ามาแทนที่ 38.2 เปอร์เซ็นต์ และนมเข้ามาแทนที่ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ การผลิตสินค้าเหล่านี้ได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดและได้ก้าวไปสู่จุดที่สามารถทดแทนสินค้าไทยได้อย่างสมบูรณ์แล้ว
    .
    ฮุนเซ็น ประมุขแห่งรัฐ กล่าว พวกเราจะรู้สึกขอบคุณเป็นอย่างยิ่งหากรัฐบาลไทยสั่งห้ามการนำเข้าสินค้าไทยเข้ามาในกัมพูชาโดยสิ้นเชิง เราไม่ควรซื้อสินค้าจากไทยอีกต่อไป และหันมาสนับสนุนสินค้ากัมพูชาเพื่อส่งเสริมการผลิตในประเทศ และแสดงให้เห็นว่าชาวกัมพูชาสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาไทย และจะไม่ยอมให้ไทยดูหมิ่นเหยียดหยามเราอีกต่อไป! ดังคำกล่าวที่ว่า “จงแสดงเลือดเนื้อของเรา อย่าให้ใครมาดูหมิ่นเรา”

    #beemnews
    #Scambodia

    อ้างอิง https://akp.gov.kh/kh/post/detail/373656
    https://www.facebook.com/share/18rKfB9P7G/
     

แชร์หน้านี้

Loading...