ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,308
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทำเนียบขาวอนุญาตให้ผู้สื่อข่าวจาก Politico, CNN และ MSN เข้าถึงพื้นที่ได้อีกครั้งแล้ว

    สงสัยช่องทรัมป์Tv ไม่เวิร์ค หรือไม่ก็กลัวโดนฟ้อง

     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,308
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เที่ยวบินของสายการบินมาฮานแอร์ลงจอดในจีน แม้สหรัฐฯ จะขู่ว่าจะระงับการบินของสายการบินอิหร่าน
    —
    เที่ยวบินของสายการบินมาฮานแอร์จากเตหะรานลงจอดที่กว่างโจว ทางตอนใต้ของจีนในวันนี้ แม้สหรัฐฯ จะขู่ว่าจะตัดขาดหน่วยงานต่างชาติที่ให้บริการแก่สายการบินอิหร่านออกจากระบบเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

    ข้อมูลการติดตามจาก FlightRadar24 แสดงให้เห็นว่าเที่ยวบิน W581 เดินทางมาถึงสนามบินนานาชาติกว่างโจวไป่หยุน โดยระบุว่าลงจอดเมื่อวันที่ 23 กันยายน

    ตามรายงานของ AFP เที่ยวบินดังกล่าวไม่ได้อยู่ในตารางบินอย่างเป็นทางการของสนามบินนานาชาติกว่างโจวไป่หยุน การลงจอดครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่คำขู่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ สก็อตต์ เบสเซนต์ มีผลบังคับใช้แล้ว

    เมื่อวันจันทร์ เบสเซนต์กล่าวว่าตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน สายการบินอิหร่านจะถูก "ปิดตัวลงทั่วโลก" และเตือนว่าหน่วยงานที่ให้บริการเชื้อเพลิง บริการลงจอด หรือจำหน่ายตั๋วแก่สายการบินเหล่านั้น จะเสี่ยงต่อการถูก "ตัดออกจากระบบเงินดอลลาร์"

    การลงจอดครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในขณะที่เที่ยวบินระหว่างประเทศของอิหร่านบางเที่ยวถูกยกเลิกหลังจากมาตรการใหม่ของสหรัฐฯ ในขณะที่เส้นทางไปยังจุดหมายปลายทางหลายแห่ง รวมถึงจีน ยังคงเปิดให้บริการอยู่

    https://www.facebook.com/share/p/18jstN3NPL/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,308
    ค่าพลัง:
    +97,153
    คณะผู้แทนอิหร่านทั้งหมดได้เดินออกจากที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ขณะที่ทรัมป์กำลังกล่าวถึงอิหร่าน โดยระบุว่าเขาจะมีการตัดสินใจครั้งใหญ่" ตามรายงานของ AP

    ทรัมป์ถามว่าข้อตกลงจะทำให้อิหร่าน "สร้างประเทศขึ้นมาใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม" หรือ "ผมควรทำลายอิหร่านให้สิ้นซาก และทำอย่างรวดเร็ว โดยไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้ฆ่าและทำลายอีกต่อไป? ผมควรผลักดันพวกเขาลงนรกโดยไม่มีโอกาสรอดชีวิตและไม่มีความหวังในความยิ่งใหญ่ในอนาคตหรือไม่?"

    https://www.facebook.com/share/p/1BEDED2rXF/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,308
    ค่าพลัง:
    +97,153
    วอลล์สตรีทเจอร์นัล: รัฐบาลทรัมป์เสนอจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูอ่าวเปอร์เซีย 10 พันล้านดอลลาร์ ท่ามกลางสงครามกับอิหร่าน
    ——
    วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า รัฐบาลทรัมป์ได้เสนอที่จะสนับสนุนเงิน 5 พันล้านดอลลาร์ให้กับกองทุนลงทุนใหม่มูลค่า 10 พันล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอ่าวเปอร์เซียที่ได้รับความเสียหายระหว่างสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน

    ** ภายใต้ข้อเสนอนี้ สหรัฐฯ จะขอเงินสนับสนุนเพิ่มเติมจากซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ บาห์เรน คูเวต โอมาน อิรัก และจอร์แดน โดยกองทุนนี้มีชื่อว่า โครงการความร่วมมือเพื่อความไว้วางใจและการก่อสร้างของพันธมิตร (Partnership for Allied Trust and Construction หรือ PACT) มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเงินทุนในการฟื้นฟูท่อส่งน้ำมัน โรงกลั่น และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงานที่สำคัญอื่นๆ ในขณะเดียวกันก็ลดการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซในภูมิภาค**

    ตามรายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัล โครงการริเริ่มนี้สะท้อนให้เห็นถึงการตระหนักของวอชิงตันว่า สงคราม7เดือนได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดพลังงานโลกและทำให้โครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคได้รับความเสียหายอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่หลายคนในตะวันออกกลางตั้งคำถามถึงจังหวะเวลาของข้อเสนอดังกล่าว โดยระบุว่าการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานก่อนที่จะบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับเตหะรานนั้นเร็วเกินไป เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างขึ้นใหม่ยังคงอาจเสี่ยงต่อการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน

    รายงานระบุว่าสงครามได้บีบให้รัฐในอ่าวเปอร์เซียเร่งพัฒนาเส้นทางการส่งออกทางเลือกหลังจากที่การโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่าสร้างความเสียหายให้กับโรงกลั่นน้ำมัน บ่อน้ำมัน สถานีขนส่งก๊าซ และท่อส่งน้ำมันบายพาสตะวันออก-ตะวันตกของซาอุดีอาระเบีย ทำให้การขนส่งน้ำมันดิบต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซมากขึ้น การหยุดชะงักอย่างต่อเนื่องในทะเลแดง รวมถึงปฏิบัติการของกลุ่มอันซารัลลาห์เมื่อเร็วๆ นี้ที่โจมตีโรงงานพลังงานของซาอุดีอาระเบีย ยังส่งผลกระทบต่อการขนส่งทางทะเลทั่วโลก เพิ่มความต้องการเรือบรรทุกน้ำมัน และผลักดันต้นทุนค่าขนส่งให้สูงขึ้น

    นักวิเคราะห์ที่อ้างถึงโดย WSJ กล่าวว่า รัฐในอ่าวเปอร์เซียเชื่อมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าช่องแคบฮอร์มุซไม่น่าจะกลับมามีบทบาทเหมือนก่อนสงครามในอนาคตอันใกล้ และกำลังมองหาเส้นทางขนส่งพลังงานที่ปลอดภัยกว่า ในขณะเดียวกัน พวกเขายังเตือนว่าเส้นทางบกใหม่ๆ อาจสร้างความพึ่งพาในระดับภูมิภาคมากขึ้น และทำให้ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างรัฐที่เข้าร่วมมีความซับซ้อนขึ้น ซึ่งจะทำให้การดำเนินการตามกองทุนที่เสนอมีความสำคัญทั้งในเชิงยุทธศาสตร์และเป็นเรื่องท้าทายทางการเมือง

    https://www.facebook.com/share/p/1HxdmawGk7/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,308
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ....ประกาศเปิดตัวสื่อของรัฐที่คล้ายกับรัสเซียและเกาหลีเหนือ โดยเปิดตัว "ทรัมป์ทีวี" ช่องถ่ายทอดสดตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ ที่ถ่ายทอดคำปราศรัยและกิจกรรมต่างๆ ของรัฐบาล เริ่มถ่ายทอดสดคืนนี้เวลา 19.00 น. และอ้างว่า "เฉพาะข่าวที่สำคัญที่สุด - ส่งตรงจากรัฐบาล..."

    นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ที่....เปิดตัวช่องสื่อของรัฐอย่างเป็นทางการในนามของตนเอง
    FB_IMG_1790297372987.jpg
    เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น 3 วันหลังจากที่ทำเนียบขาวสั่งห้าม CNN, MS NOW และ Politico และไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่สถานีโทรทัศน์ 5 ช่องหยุดถ่ายทอดสดกิจกรรมของไอ้โรคจิตเพื่อตอบโต้ ทำให้กิจกรรมของทำเนียบขาวในวันนี้มีเพียงภาพแต่ไม่มีเสียง ขณะนี้ทำเนียบขาวกำลังถ่ายทอดสดคำพูดของประธานาธิบดีเอง

    https://www.facebook.com/share/p/1GaropNxdQ/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,308
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ก้าวสำคัญระดับโลก! จีนสร้าง “ฟาร์มโซลาร์เซลล์ใต้น้ำ” แห่งแรกสำเร็จ ชูเทคโนโลยีเพอรอฟสไกต์ดักจับแสงในทะเลลึก 10 เมตร

    ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยยูนนาน (Yunnan University) ประสบความสำเร็จในการสร้างและทดสอบระบบ #ฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ใต้น้ำ (#SubmarineSolarFarm) เป็นครั้งแรกของโลก โดยติดตั้งระบบเซลล์สุริยะชนิดเพอรอฟสไกต์ (Perovskite-based Photovoltaic System) ที่ระดับความลึก 10 เมตร ในบริเวณทะเลจีนใต้ นับเป็นการทลายข้อจำกัดด้านพลังงานของอุปกรณ์สำรวจมหาสมุทร โดยผลงานวิจัยอันทรงคุณค่านี้ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการระดับโลกอย่าง Joule

    การผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ใต้ท้องทะเลถือเป็นความท้าทายขั้นสูงของนักวิจัย เนื่องจากที่ระดับความลึก 10 เมตร แสงอาทิตย์จะส่องผ่านลงไปได้เพียงราว 10% เท่านั้น และสเปกตรัมแสงแถบสีแดง ซึ่งเป็นช่วงคลื่นที่แผงโซลาร์เซลล์แบบซิลิกอนทั่วไปดึงไปใช้ได้ดีที่สุด จะถูกน้ำทะเลดูดซับไปจนเกือบหมด ทีมวิจัยจึงแก้ปัญหาด้วยการพัฒนาเซลล์สุริยะชนิด Lead Halide Perovskite ที่ได้รับการปรับแต่งช่วงว่างแถบพลังงาน (Bandgap) ให้กว้างขึ้นเป็น 1.96 eV ซึ่งออกแบบมาเพื่อจับช่วงคลื่นแสงสีน้ำเงินและสีเขียวที่ยังคงส่องสว่างรอดผ่านลงไปใต้ทะเลได้โดยเฉพาะ

    นอกจากนี้ เพื่อป้องกันความเสียหายจากสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายใต้น้ำ ทีมวิจัยได้คิดค้นระบบแคปซูลห่อหุ้มหลายชั้น (Multilayer Encapsulation) ที่ผสานการทำงานของยางบิวทิล (Butyl Rubber) กระจกนิรภัย (Cover Glass) และเรซินอีพอกซีใส (Transparent Epoxy Resin) ทำให้ตัวเซลล์สามารถทนทานต่อแรงดันน้ำ การกัดกร่อน และไอเค็มจากน้ำทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    ผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการ ณ สภาวะจำลองระดับความลึก 10 เมตร พบว่าเซลล์ขนาดเล็กสามารถทำประสิทธิภาพการแปลงพลังงาน (Power Conversion Efficiency) ได้สูงถึง 34.71% และเมื่อนำไปทดสอบจริงในท้องทะเลใกล้นานาเกาะเว่ยโจว (Weizhou Island) โดยใช้หุ่นยนต์ใต้น้ำพาโมดูลโซลาร์เซลล์ลงไปที่ระดับความลึก 2, 6 และ 10 เมตร ปรากฏว่า ณ ความลึกสูงสุด 10 เมตร ระบบสามารถชาร์จไฟได้ 324 mWh ภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง และสามารถจ่ายพลังงานให้แผงไฟ LED ใต้น้ำทำงานได้สำเร็จ

    ความแม่นยำและความคงทนของอุปกรณ์ยังน่าทึ่งอย่างมาก โดยตัวแผงสามารถคงประสิทธิภาพสูงถึง 99.58% แม้จะผ่านการทำงานต่อเนื่องใต้น้ำนานถึง 1,000 ชั่วโมง พร้อมประเมินว่าจะมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 5.5 ปี โดยที่ประสิทธิภาพการจ่ายไฟยังคงไม่ต่ำกว่า 80%

    ความสำเร็จในครั้งนี้จะช่วยปฏิวัติระบบพลังงานของโครงสร้างพื้นฐานทางทะเล โดยมุ่งเป้าไปที่การจ่ายพลังงานให้กับเซนเซอร์ตรวจวัดใต้น้ำ กล้องสำรวจ ระบบสื่อสารใต้ทะเล ตลอดจนโดรนและยานยนต์ใต้น้ำไร้คนขับ (AUVs) ช่วยให้ปฏิบัติภารกิจสำรวจและเก็บข้อมูลทางทะเลได้ยาวนานขึ้นโดยไม่ต้องขึ้นมาเปลี่ยนแบตเตอรี่บนฝั่งบ่อยครั้ง

    #ChinaFocus #ฟาร์มโซลาร์เซลล์ใต้น้ำ

    Ref.: SCMP Cr. ภาพจาก SCMP

    https://www.facebook.com/share/p/1DqBovgQFg/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,308
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สะเทือนยุโรป! อิตาลีเอาจริง ลุยสั่งแบนผ้าคลุมหน้า ล็อกโควตาเด็กต่างชาติ

    เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2026 บนเวที "Fenix" ซึ่งเป็นงานประชุมประจำปีขององค์กรเยาวชน "National Youth" สังกัดพรรค Brothers of Italy ณ กรุงโรม จอร์เจีย เมลอนี (Giorgia Meloni) นายกรัฐมนตรีอิตาลี ได้ประกาศนโยบายใหม่ที่สร้างความสะเทือนไปทั่วทั้งยุโรป โดยระบุว่ารัฐบาลเตรียมบังคับใช้มาตรการ ห้ามสวมผ้าคลุมหน้าแบบบูร์กา (Burqa) และนิกาบ (Niqab) ในสถานศึกษา พร้อมทั้งเสนอกฎหมาย กำหนดสัดส่วนนักเรียนต่างชาติไม่เกิน 30% ต่อห้อง และบังคับให้ผู้ปกครองต่างชาติที่สุ่มเสี่ยงต่อการไม่ปรับตัวเข้ากับสังคมต้องเข้าเรียนภาษาอิตาลี

    1. ถอดรหัส 3 มาตรการ “คุมเข้มการศึกษา” ของเมลอนี

    นโยบายชุดใหม่นี้ครอบคลุม 3 ประเด็นหลักที่พุ่งเป้าไปที่การปฏิรูปวัฒนธรรมและระบบการศึกษาในอิตาลี:

    -แบนชุดคลุมปิดบังใบหน้า: ห้ามการสวมบูร์กาและนิกาบในโรงเรียนโดยเด็ดขาด โดยอ้างว่าใบหน้าเป็นองค์ประกอบสำคัญของการปฏิสัมพันธ์ในสังคม โดยเฉพาะในวัยเรียน "เมื่อมาโรงเรียน คุณต้องเปิดเผยใบหน้า ในอิตาลีไม่มีใครสามารถอ้างประเพณีเพื่อบังคับให้หญิงสาวต้องปกปิดตัวเองได้" เมลอนีกล่าวบนเวที

    -จำกัดสัดส่วนนักเรียนต่างชาติไม่เกิน 30% ต่อห้อง: เปลี่ยนข้อเสนอแนะเชิงแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการเมื่อปี 2010 ให้กลายเป็นกฎหมายบังคับใช้จริง ซึ่งทางกระทรวงชี้แจงเพิ่มเติมว่า จะเน้นบังคับใช้กับเด็กนักเรียนนอกสหภาพยุโรป (Non-EU) ที่ยังมีทักษะภาษาอิตาลีไม่เพียงพอเป็นหลัก

    -บังคับผู้ปกครองเรียนภาษาอิตาลี: หากพบว่าครอบครัวใดมีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับสังคม รัฐบาลจะบังคับให้ผู้ปกครองต้องเข้าอบรมภาษาอิตาลี โดยเมลอนีอธิบายว่า หากในห้องมีเด็กพูดภาษาอิตาลีไม่ได้เพียงคนเดียว เพื่อนและครูยังช่วยให้ปรับตัวได้ แต่หากเด็กส่วนใหญ่พูดไม่ได้ นั่นไม่ใช่การผสมผสานทางสังคม แต่คือการปล่อยปละละเลย

    2. ทำไมต้องเป็นตอนนี้? ส่องศึกขวาจัดแข่งกันเองก่อนเลือกตั้ง 2027

    เมลอนีดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมานานเกือบ 4 ปี เหตุใดจึงเพิ่งยกระดับมาตรการนี้ขึ้นมาอย่างเร่งด่วน? คำตอบไม่ได้อยู่ที่สถานการณ์ในห้องเรียน แต่อยู่ที่ "การแข่งขันภายในปีกขวาจัดของอิตาลี"

    การปรากฏตัวของ National Future Party ที่ก่อตั้งโดย โรแบร์โต วานนัชชี (Roberto Vannacci) อดีตนายพลกองทัพบก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 กลายมาเป็นแรงกดดันทางการเมืองที่น่ากลัวที่สุดสำหรับเมลอนี

    -คะแนนนิยมพุ่งพรวด: ผลโพลล่าสุดปลายเดือนกันยายน 2026 พบว่าพรรคของวานนัชชีมีคะแนนนิยมทะยานขึ้นไปถึง 8% กลายเป็นขั้วการเมืองอันดับ 4 ของประเทศ แซงหน้าพรรค Forza Italia (7%) และพรรค League ของอันโตนิโอ ตาญานี (5.3%)

    -นโยบายขวาจัดกว่า: วานนัชชีเสนอแผน "Re-migration" 22 ข้อ ที่ตั้งเป้าลดสัดส่วนประชากรต่างชาติในอิตาลีจาก 9.4% เหลือเพียง 4%, เสนอเพิ่มเกณฑ์การแปลงสัญชาติเป็น 20 ปี, และใช้นโยบายสายแข็งอย่างการส่งทหารคุมพื้นที่อาชญากรรมสูง

    -แย่งการกำหนดวาระข่าว: ในเดือนกรกฎาคม 2026 พรรคของวานนัชชีได้เรียกร้องให้แบนผ้าคลุมหน้าในโรงเรียนไปก่อนแล้ว การเคลื่อนไหวของเมลอนีครั้งนี้จึงเป็นการ "ชิงวาระคืน" เพื่อแสดงให้ผู้ลงคะแนนเห็นว่าเธอคือผู้นำฝ่ายขวาที่แท้จริง ไม่ใช่ผู้ตาม

    3. ความท้าทายทางกฎหมายและอุปสรรคการปฏิบัติต่างจากฝรั่งเศส

    แม้นโยบายนี้จะเรียกเสียงฮือฮาจากกลุ่มผู้สนับสนุน แต่ทางปฏิบัติต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญทางกฎหมายและโครงสร้างสังคม เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างฝรั่งเศส:

    -ข้อจำกัดทางกฎหมายของอิตาลี: รัฐธรรมนูญมาตรา 34 ของอิตาลีระบุไว้ชัดเจนว่า โรงเรียนต้อง "เปิดกว้างสำหรับทุกคน" นอกจากนี้ คำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดในปี 2008 ยังเคยเปิดทางให้สวมผ้าคลุมหน้าด้วยเหตุผลทางศาสนาได้ ตราบใดที่ยอมเปิดแสดงใบหน้าเมื่อต้องยืนยันตัวตน นโยบายนี้จึงสุ่มเสี่ยงต่อการถูกศาลตัดสินว่าขัดรัฐธรรมนูญ

    -ความต่างจากโมเดลฝรั่งเศส: ฝรั่งเศสบังคับใช้มาตรการสั่งห้ามแต่งกายแสดงสัญลักษณ์ทางศาสนาได้ง่ายกว่า เนื่องจากยึดมั่นในหลักการรัฐฆราวาส (Secularism / Laïcité) ตามกฎหมายปี 1905 อย่างเคร่งครัด ขณะที่อิตาลีไม่มีหลักการรัฐฆราวาสที่แข็งกร้าวระดับเดียวกันในรัฐธรรมนูญ

    -อุปสรรคในการปฏิบัติจริง: สมาคมผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งชาติ (ANP) ชี้ว่า โรงเรียนบางแห่งในเขตที่มีผู้อพยพอยู่อาศัยหนาแน่น มีเด็กต่างชาติสูงเกิน 50% อยู่แล้ว การบังคับโควตาไม่เกิน 30% จะทำให้โรงเรียนไม่สามารถปฏิเสธรับเด็กในพื้นที่เข้าเรียนได้ในทางปฏิบัติ

    การประกาศแบนผ้าคลุมหน้าและจำกัดสัดส่วนนักเรียนต่างชาติของจอร์เจีย เมลอนี จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการปฏิรูปการศึกษาหรือการจัดสรรทรัพยากรในห้องเรียน แต่คือ "กลยุทธ์เพื่อความอยู่รอดทางการเมือง" ในการปกป้องฐานเสียงปีกขวาจัดของเธอจากการคุกคามของพรรครูปแบบใหม่ ในขณะที่การเลือกตั้งใหญ่ปี 2027 กำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ

    #ChinaFocus #อิตาลี #ชุดคลุมปิดบังใบหน้า #อิสลาม

    https://www.facebook.com/share/p/1bRBoqTeG2/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,308
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ชูรูปศพประณามกลาง UN! ผู้นำอิหร่านลั่นไม่ก้มหัวให้ใคร แขวะ ‘มะกัน-ยิว’ พฤติกรรมสองมาตรฐาน
    FB_IMG_1790297628391.jpg FB_IMG_1790297630272.jpg FB_IMG_1790297632569.jpg
    การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ณ นครนิวยอร์ก กลายเป็นจุดศูนย์กลางของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เมื่อการปราศรัยของผู้นำอิหร่านถูกยกให้เป็นหนึ่งในสุนทรพจน์ที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความเค้นแค้นที่สุดครั้งหนึ่ง บนเวทีพหุภาคีระดับโลกปีนี้

    แม้ว่าคณะผู้แทนจากอิสราเอลจะปฏิเสธการเข้าร่วมรับฟัง และผู้แทนจากสหรัฐอเมริกาจะเลือกลุกออกจากห้องประชุมกลางคัน แต่ประธานาธิบดีมัสอูด เพเซชเคียน (Masoud Pezeshkian) แห่งอิหร่าน ซึ่งเดินทางมากล่าวปราศรัยครั้งแรก ได้เตรียมการมาอย่างรัดกุม เขาส่งเสียงประณามความอยุติธรรมที่ประเทศของตนได้รับ พร้อมแสดงความไว้อาลัยต่อเพื่อนร่วมชาติที่ต้องสังเวยชีวิตจากความขัดแย้ง

    เมื่อความแค้นเคืองถูกยกขึ้นสู่เวทีระดับสากล มันจึงไม่ได้เป็นเพียงโศกนาฏกรรมของประเทศใดประเทศหนึ่งอีกต่อไป แต่กลายเป็นการตั้งคำถามถึง “ระเบียบโลก” ที่ดำรงอยู่ โดยผู้นำอิหร่านได้ชูภาพถ่ายของอดีตผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี พร้อมกล่าวว่า สหรัฐฯ เคยตราหน้าอิหร่านว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ทั้งที่แท้จริงแล้วอิหร่านคือเหยื่อของการก่อการร้าย และผู้นำระดับสูงกลับถูกสังหารอย่างลอยนวลโดยปราศจากกรอบกฎหมายใดรองรับ

    นอกจากนี้ เขายังได้ชูภาพถ่ายของเด็กๆ ที่เสียชีวิตจากระเบิด พร้อมระบุว่าอาวุธที่พรากชีวิตบริสุทธิ์เหล่านี้เป็นของ #สหรัฐฯ และ #อิสราเอล โดยยกตัวอย่างการโจมตีสถานที่พักผ่อนและโรงยิมในเมืองรามออร์มอซ (Ramhormoz) ซึ่งส่งผลให้ทั้งเด็ก สตรี และนักวิทยาศาสตร์ต้องเสียชีวิต แต่ผู้ที่สนับสนุนการสังหารเหล่านี้กลับเป็นฝ่ายประณามผู้อื่นว่าเป็นผู้ก่อการร้าย

    ผู้นำอิหร่านยังขยายความไปถึงสถานการณ์ในกาซา โดยระบุว่ามีพลเรือนบริสุทธิ์นับหมื่นคนถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม และอีกนับแสนคนต้องกลายเป็นผู้พลอตถิ่น ผ่านการใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดผู้ที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างรุนแรงกลับได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ปกป้องสันติภาพ ในขณะที่ประเทศที่เรียกร้องเอกราชกลับถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุของความเสื่อมเสียเสถียรภาพ

    สารสำคัญที่ผู้นำอิหร่านส่งผ่านเวที UNGA ครั้งนี้สามารถสรุปได้เป็น 3 ประเด็นหลัก คือ:

    -ยืนหยัดสิทธิทางนิวเคลียร์เพื่อการพาณิชย์: อิหร่านปฏิเสธการสยบยอมต่อแรงกดดัน และยืนยันว่าจะไม่ทอดทิ้งสิทธิขั้นพื้นฐานในการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ
    -ไม่ก้มหัวให้กับยุทธวิธีข่มขู่: อิหร่านพร้อมปกป้องอธิปไตยจนถึงที่สุด และจะไม่ยอมจำนนต่อมหาอำนาจ
    -เปิดช่องทางสำหรับทางการทูต: อิหร่านพร้อมเจรจาผ่านกรอบการทูต แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ภาษาแห่งการกดขี่

    จากปรากฏการณ์บนเวที UNGA ครั้งนี้ สามารถถอดบทเรียนเชิงวิเคราะห์ได้ใน 3 มิติสำคัญ:

    ประการแรก: สัจธรรมของระเบียบโลกที่ไม่เคยเปลี่ยน โลกยังคงเป็นโลกใบเดิม ทุกยุคสมัยต่างต้องใช้บาดแผลของตนเองเพื่อเรียนรู้ความอยุติธรรม การต่อสู้ระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ดำเนินมานานกว่า 40 ปี ภาพของอดีตผู้นำที่เคยกล่าวประณามมหาอำนาจเมื่อ 30 ปีก่อน วันนี้กลับถูกนำขึ้นสู่โพเดียมในฐานะรูปถ่ายของผู้เสียชีวิต สะท้อนให้เห็นถึงวัฏจักรสงครามอันโหดร้ายที่คำกล่าวหาในอดีตได้กลายมาเป็นสิ่งของเตือนใจในปัจจุบัน

    ประการที่สอง: สัญญาณตึงเครียดที่สะเทือนถึงเศรษฐกิจโลก การประชุมทางการทูตไม่อาจนำข่าวดีมาสู่ประชาคมโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นทันที เนื่องจากอิหร่านแสดงท่าทีชัดเจนว่าจะไม่ยอมจบสงครามภายใต้เงื่อนไขของสหรัฐฯ นอกจากนี้ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านยังได้ส่งสัญญาณเตือนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า หากข้อเรียกร้องของอิหร่านไม่ได้รับการตอบสนอง เส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญอย่าง "#ช่องแคบฮอร์มุซ" จะไม่ถูกเปิดให้อีกต่อไป และถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนจากการเจรจาเป็นการลงมือปฏิบัติ

    ประการที่สาม: ความเหลื่อมล้ำในมาตรฐานการตรวจสอบสากล สิ่งที่ผู้นำ #อิหร่าน พยายามชี้ให้เห็นคือความย้อนแย้งเชิงโครงสร้าง เนื่องจากอิสราเอลซึ่งครอบครองอาวุธนิวเคลียร์และไม่ได้เป็น #ภาคีสมาชิกสนธิสัญญาไม่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) กลับไม่เคยถูกตรวจสอบ แต่กลับได้รับการสนับสนุนเครื่องมือทางทหารอย่างครบครัน ในขณะที่อิหร่านซึ่งเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบกลับเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วง สิ่งนี้สะท้อนความเป็นจริงอันน่าเศร้าที่ว่า ในเวทีภูมิรัฐศาสตร์โลก ความถูกต้องมักจะอยู่กับฝ่ายที่อ่อนแอ แต่อำนาจมักจะตกอยู่กับฝ่ายที่แข็งแกร่งกว่าเสมอ

    เวทีสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในปัจจุบันจึงเปรียบเสมือนหม้อต้มน้ำขนาดใหญ่ ที่บรรจุความอัดอั้นและความแค้นเคืองของนานาประเทศเอาไว้ และพร้อมจะเดือดพล่านขึ้นในทุกๆ ปี ตราบใดที่ไฟแห่งความขัดแย้งและสภาวะมาตรฐานสองชั้นยังคงไม่ถูกมอดดับลง

    #ChinaFocus

    https://www.facebook.com/share/p/1HxsSS3h96/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,308
    ค่าพลัง:
    +97,153
    แฉยับซิลิคอนวัลเลย์! อินเดียขนไอทีลวงโลกเข้าอเมริกา คนในทนไม่ไหวโผล่ไส้เน่า ‘เรซูเม่เก๊-วุฒิปลอม’ โผล่เพียบ

    กลายเป็นประเด็นร้อนสะเทือนวงการเทคโนโลยีระดับโลก เมื่อ วิเวก วาธวา (Vivek Wadhwa) นักลงทุนชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดีย และอดีตนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและคาร์เนกีเมลลอน ได้ออกมาแฉผ่านรายการพอดแคสต์ว่า บุคลากรสาย IT ชาวอินเดียที่ถือวีซ่า H-1B เข้ามาทำงานในสหรัฐฯ อย่างน้อย 20–25% "เข้าข่ายการตกแต่งและปลอมแปลงประวัติการทำงาน" โดยมีกระบวนการนายหน้าและบริษัทรับเหมาช่วง (Outsource) คอยแต่งโปรไฟล์ให้แบบครบวงจร

    1. ยอดน้ำแข็งของอุตสาหกรรมปลอมแปลงเอกสาร

    ความเห็นของวาธวาสอดคล้องกับข้อมูลจากอดีตเจ้าหน้าที่ #กงสุลสหรัฐฯ ประจำเมืองเจนไน ประเทศ #อินเดีย อย่าง มาห์วาช ซิดดิคี (Mahvash Siddiqui) ที่เคยอนุมัติและคัดกรองวีซ่า H-1B กว่า 51,000 ราย ซึ่งเธอประเมินว่าเอกสารการสมัครงานสูงถึง 80–90% มีส่วนของการตกแต่งวุฒิการศึกษา ประวัติการทำงาน หรือสเตตเมนต์ธนาคาร

    การปราบปรามในอินเดียเมื่อปี 2024 เคยตรวจพบวุฒิการศึกษาปลอมมากถึง 100,000 ฉบับ โดยมีราคาขายตั้งแต่ 50,000 รูปีสำหรับปริญญาตรี ไปจนถึง 100,000 รูปีสำหรับปริญญาโท สะท้อนให้เห็นว่าการปลอมแปลงไม่ใช่เรื่องเฉพาะบุคคล แต่เป็นธุรกิจอุตสาหกรรมที่เติบโตมานานกว่า 30 ปี

    2. แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและแรงกดดันทางสังคม

    เหตุผลที่ทำให้การทะลักเข้าสู่สหรัฐฯ กลายเป็นเป้าหมายสูงสุด เกิดจากช่องว่างทางรายได้อันมหาศาล วิศวกรวัย 22 ปีที่ได้งาน IT ในสหรัฐฯ สามารถทำรายได้ต่อปีทัดเทียมกับรายได้ของเกษตรกรในหมู่บ้านบ้านเกิดรวมกันนับร้อยคน การเดินทางไปทำงานต่างประเทศจึงไม่ใช่แค่ความสำเร็จส่วนบุคคล แต่เป็น "โปรเจกต์ยกระดับฐานะของทั้งตระกูล" ทำให้เรซูเม่อาจถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือในการสร้างโอกาสมากกว่าเอกสารบันทึกข้อเท็จจริง

    3. รอยร้าวในวัฒนธรรมองค์กรและอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

    บริษัทเทคโนโลยีใน #ซิลิคอนวัลเลย์ ยอมรับแรงงานเหล่านี้มาอย่างยาวนานเนื่องจากต้นทุนที่ถูกกว่าแรงงานท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม การครองสัดส่วนวีซ่า #H1B เกินกว่า 70% ของชาวอินเดีย นำไปสู่ข้อวิพากษ์วิจารณ์เรื่องวัฒนธรรมการทำงาน:

    -ทักษะการประนีประนอม vs ทักษะนวัตกรรม: อุตสาหกรรม IT Outsource เน้นการบริหารจัดการและการสื่อสารกับลูกค้า มากกว่าการวิจัยและพัฒนา (R&D) จากรากฐาน

    -งบประมาณ R&D ที่ต่ำ: บริษัท IT ยักษ์ใหญ่ 5 อันดับแรกของอินเดียมักเน้นการจ่ายเงินปันผล โดยเจียดงบวิจัยและพัฒนาไม่ถึง 1% ของรายได้ เมื่อเทียบกับบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ อย่าง Microsoft ที่ลงทุนด้าน R&D ราว 12–13%

    -แรงกดดันในทีม: เกิดข้อร้องเรียนเรื่องการรวมกลุ่มและการใช้ภาษาท้องถิ่นในสถานที่ทำงาน จนส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการทำงานของวิศวกรชาตินิยมอื่นๆ

    4. นโยบายเข้มงวดและการปรับตัวของอุตสาหกรรม

    การเปลี่ยนแปลงทางนโยบายของสหรัฐฯ รวมถึงการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมการยื่นขอวีซ่า H-1B และการเข้มงวดในการตรวจสอบการทุจริตโดยกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อโมเดลธุรกิจ Outsource แบบดั้งเดิม

    บทเรียนจากกรณีนี้สะท้อนว่า ความสามารถทางเทคโนโลยีที่แท้จริงและนวัตกรรมที่เป็นเนื้อแท้ ยังคงเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดสำหรับความยั่งยืนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลก มากกว่าการพึ่งพาเพียงทักษะการนำเสนอหรือการสร้างโปรไฟล์

    #ChinaFocus

    https://www.facebook.com/share/p/1JCEwd9aSh/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,308
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "AI ตื่นรู้" หรือแค่ "ยุทธวิธีปั๊มมูลค่า" ของทุนนิยมเทคโนโลยีสหรัฐฯ?

    กระแสข่าวเรื่อง AI สหรัฐฯ เกิดสภาวะ "ตื่นรู้" (AI Awakening) หรือการหลุดรอดจากระบบ Sandbox (Jailbreak) เช่น กรณี OpenAI รุกล้ำระบบของ Hugging Face หรือ Gemini ของ Google เจาะระบบองค์กรในการทดสอบความปลอดภัย ไม่ใช่เรื่องของนิยายไซไฟ แต่คือ "เกมการเงินและการเมืองภูมิรัฐศาสตร์" ที่ถูกออกแบบอย่างแยบยล

    1. วิกฤตงบการเงิน: เมื่อระฆัง "ขาดทุนสะสม" เริ่มส่งเสียงเตือน

    เบื้องหลังฉากทัศน์อันตื่นตาตื่นใจของ #AGI คือตัวเลขขาดทุนมหาศาล ตัวอย่างเช่น #OpenAI ที่ประเมินว่าจะมีกระแสเงินสดสะสมติดลบสูงถึง $2.78 แสนล้านเหรียญภายในปี 2030 จากภาระค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน

    ความจำเป็นในการปั่นเรื่องเล่า (Narrative): เมื่อเงินทุนจมไปมหาศาลโดยไม่มีผลกำไรมารองรับ วอล์สตรีทเริ่มตั้งคำถาม วิธีเดียวที่จะดึงดูดเงินทุนก้อนใหม่เข้ามาอุ้มกระแสเงินสดติดลบ คือการประดิษฐ์เรื่องเล่าที่ชวนพรั่นพรึงและตื่นเต้นอย่าง "AI ใกล้จะตื่นรู้และอยู่เหนือการควบคุม" เพื่อพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีของตนก้าวหน้าไปไกลเกินกว่าขีดจำกัดเดิมแล้ว

    2. ผลประโยชน์ทับซ้อนใน "ผู้ตรวจสอบอิสระ"

    หน่วยงานทดสอบความปลอดภัย (Safety Institute) หรือสื่อมวลชนที่เปิดเผยข่าว "#AIแหกคุก" มักมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เหล่านั้น ทั้งในฐานะผู้สนับสนุนทุนวิจัยหรือพันธมิตรเชิงนโยบาย

    ยุทธวิธีเบี่ยงกระแส: การควบคุมจังหวะเวลาในการปล่อยข่าว (เช่น ซุกปัญหาไว้แล้วค่อยเปิดเผยเมื่อกระแสสังคมตอบรับ) เป็นหลักฐานสร้าง "พื้นที่ข่าว" เพื่อเบี่ยงเบนประเด็นจากการขาดทุน สู่เรื่องความปลอดภัยระดับชาติ

    3. การชนกำแพงของโครงสร้างพื้นฐาน และ "สงคราม Open-Source" จากจีน

    สหรัฐฯ กำลังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาพลังงานไฟฟ้าไม่พอใช้ หรือศักยภาพการผลิตชิปในประเทศที่ยังตามหลังความต้องการจริง ในขณะที่โมเดลรหัสเปิด (Open-source Models) จากฝั่งจีนเข้ามาเขย่าโมเดลธุรกิจปิด (Closed-source) ของสหรัฐฯ ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าหลายสิบเท่า

    -ฝั่งสหรัฐอเมริกา (Closed-Source Model): เน้นคิดค่าบริการสูงเพื่อหวังผูกขาดตลาดในระยะยาว แต่ต้องเผชิญปัญหาข้อจำกัดด้านพลังงานไฟฟ้าตึงตัวและห่วงโซ่การผลิตชิปที่ไม่สมบูรณ์ กลยุทธ์การอยู่รอดจึงเป็นการอ้างเรื่องความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของ AI เพื่อผลักดันกฎหมายปิดกั้นคู่แข่ง

    -ฝั่งจีน (Open-Source Ecosystem): มุ่งเน้นการตัดลดต้นทุนการฝึกฝนและประมวลผล (Cost Collapse) โดยอาศัยความพร้อมของโครงข่ายไฟฟ้าที่เสถียรและห่วงโซ่อุตสาหกรรมการประกอบเซิร์ฟเวอร์ที่สมบูรณ์ กลยุทธ์หลักคือการกระจายโมเดลให้ใช้งานได้ในวงกว้างเพื่อสกัดกั้นการทำกำไรของยักษ์ใหญ่เทคฯ สหรัฐฯ

    การปั่นกระแส "AI ตื่นรู้" จึงไม่ใช่ปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็น "กลยุทธ์สร้างกำแพงล้อมตลาด" (Walled Garden) เพื่อดึงดูดเงินทุนและกดดันให้รัฐบาลออกกฎหมายกีดกันคู่แข่ง เมื่อใดก็ตามที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีเริ่มพูดถึง "ความกลัว" มากกว่า "ผลกำไร" นั่นคือสัญญาณชัดเจนว่าพวกเขากำลังเริ่มหมดแรงในเกมการแข่งขันระยะยาว

    #ChinaFocus #SkyNet #AIหลุดการควบคุม

    https://www.facebook.com/share/p/14xzUevcd1A/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,308
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เดือดปุด UN! ทูตแห่วอล์กเอาต์ประท้วง "เนทันยาฮู" นายกฯ นิวยอร์กอัดยับ "อาชญากรสงคราม"

    การประชุม #สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ประจำปี 2026 กลายเป็นเวทีปะทะทางทูตอันดุเดือดอีกครั้ง เมื่อผู้แทน #อิสราเอล ตัดสินใจประท้วงด้วยการ “เดินออกจากห้องประชุม (Walkout)” ทันทีที่มีการหยิบยกประเด็นวิกฤตมนุษยธรรมใน #ฉนวนกาซา ขึ้นมากล่าวหา ขณะเดียวกัน คำพูดประณามนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ว่าเป็น “#อาชญากรสงคราม” จากนักการเมืองท้องถิ่นระดับสูงในสหรัฐฯ ก็ได้สร้างกระแสสะเทือนไปทั่วโลก

    1. การประท้วงด้วยการ Walkout: สัญญาณถอยห่างจากเวทีพหุภาคี

    ธรรมเนียมปฏิบัติของการประชุม #UNGA มักเน้นการเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็น แม้จะมีความขัดแย้งรุนแรงเพียงใดก็ตาม ทว่าการที่คณะผู้แทนอิสราเอลเลือกใช้วิธีลุกออกจากห้องประชุมแบบยกลูกทีม มีนัยสำคัญทางยุทธศาสตร์ 2 ประการ:

    -การปฏิเสธวาทกรรมของฝ่ายตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง: เป็นการส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ว่าอิสราเอลไม่ยอมรับข้อกล่าวหาเรื่อง "#การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" หรือการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศที่ถูกหยิบยกขึ้นมาโดยชาติต่างๆ

    -การแสดงจุดยืนแข็งกร้าวเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองภายใน: นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูต้องการพิสูจน์ให้ผู้พิจารณาและผู้ลงคะแนนเสียงในประเทศเห็นว่า รัฐบาลของเขาจะไม่ยอมก้มหัวให้แก่กระแสการกดดันจากนานาชาติ แม้จะต้องเผชิญภาวะโดดเดี่ยวทางทูตก็ตาม

    2. ประเด็นเกี่ยวกับ "เจ้าหน้าที่อเมริกันเรียกว่าอาชญากรสงคราม"

    พาดหัวข่าวในกระแสโซเชียลมีเดียที่ระบุว่า "เจ้าหน้าที่อเมริกันประณามเนทันยาฮูว่าเป็นอาชญากรสงคราม" จำเป็นต้องแยกแยะที่มาของแหล่งข่าวให้ชัดเจน:

    -เสียงจากฝ่ายบริหารท้องถิ่น (Local Authority): คำกล่าวดังกล่าวมาจาก โซห์ราน มัมดานี (Zohran Mamdani) นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ซึ่งให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อระบุว่าเนทันยาฮูควรถูกส่งตัวไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ณ กรุงเฮก

    -ไม่ใช่ท่าทีของทำเนียบขาว (Federal Level): คำพูดดังกล่าวสะท้อนถึงรอยร้าวและความขัดแย้งทางการเมืองภายในของสหรัฐฯ เอง โดยเฉพาะในกลุ่มนักการเมืองปีกซ้ายและฝ่ายบริหารท้องถิ่น แต่ ไม่ได้สะท้อนถึงจุดยืนอย่างเป็นทางการของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ที่ยังคงให้หลักประกันความมั่นคงและคุ้มครองอิสราเอลในเวทีโลก

    3. ภาวะโดดเดี่ยวสองชั้น (Double Isolation) ของอิสราเอล

    สถานการณ์ทางการทูตของอิสราเอลในปัจจุบันกำลังตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก:

    1. มิติด้านกฎหมายระหว่างประเทศ: การที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ได้ออกหมายจับนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูในข้อหาอาชญากรรมสงคราม แม้ ICC จะไม่มีคุกลูกกรงหรือกองกำลังตำรวจของตนเองในการจับกุม แต่สิ่งนี้สร้างพันธะทางกฎหมายให้แก่ประเทศภาคีสมาชิก และทำให้การเดินทางเยือนต่างประเทศของผู้นำอิสราเอลเต็มไปด้วยความเสี่ยง

    2. มิติด้านความสัมพันธ์ทางทูตระดับภูมิภาค: ประเทศในกลุ่ม "Global South" รวมถึงมหาอำนาจในอาหรับอย่างซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และตุรกี ได้ยกระดับท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้น โดยซาอุดีอาระเบียย้ำชัดว่า การฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตจะต้องผูกติดกับการรับรองรัฐปาเลสไตน์เท่านั้น ซึ่งเป็นการปิดทางยุทธศาสตร์เดิมของอิสราเอลที่พยายามข้ามผ่านปัญหาปาเลสไตน์ไปจับมือกับชาติอาหรับ

    ฉากทัศน์ความขัดแย้งในเวที UNGA ครั้งนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่า วิถีทางการทูตแบบเดิมที่เน้นการประนีประนอมและการรักษาภาพลักษณ์ภายนอกกำลังพังทลายลง การ Walkout และการสบถประณามกลางเวทีโลกอาจช่วยสร้างคะแนนเสียงทางการเมืองในระยะสั้น แต่ไม่อาจแก้ไขวิกฤตมนุษยธรรมในพื้นที่จริงได้ หากปราศจากข้อตกลงหยุดยิงและการเจรจาที่มองเห็นชีวิตของประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง

    #ChinaFocus

    Ref.: CNN/Jerusalem Post/Reuters

    https://www.facebook.com/share/p/1MHmJ7PwKR/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,308
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เหตุใดซาอุฯจึงยอมจมปลักในสงครามยืดเยื้อกับกลุ่มฮูตี ทั้งที่ไม่เห็นหนทางชนะ

    สงครามเยเมนที่เปิดฉากขึ้นในปี 2015 โดยการนำของ #ซาอุดีอาระเบีย เพื่อต่อต้านกลุ่ม #กบฏฮูตี ได้ล่วงเลยมานานถึงหนึ่งทศวรรษ ยุทธการที่เคยถูกประเมินว่าเป็นการยิงเร็วปิดเกมไวระหว่างมหาอำนาจที่มีขีดความสามารถต่างกันลิบลับ กลับบานปลายกลายเป็น "หล่มลึกที่ไร้จุดจบ" คำถามสำคัญที่ประชาคมโลกยังคงกังขาคือ เหตุใดซาอุดีอาระเบียจึงยอมจมลงในสงครามยืดเยื้อที่สูญเสียทั้งงบประมาณและทรัพยากรโดยไม่ยอมถอย?

    แท้จริงแล้ว สงครามครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่ความขัดแย้งชายแดน แต่คือ "การศึกสร้างอำนาจทางการเมือง" ของมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน (MBS) เพื่อรวบอำนาจ สร้างบารมี และรื้อโครงสร้างสร้างชาติใหม่ ทว่าในปัจจุบัน สงครามที่เคยถูกวางไว้ให้เป็น "ฐานรองรับการปฏิรูป" กลับกลายเป็น "โซ่ตรวนอันหนักอึ้ง" ที่ล็อกอนาคตของซาอุดีอาระเบียไว้อย่างสมบูรณ์

    1. เดิมพันรวบอำนาจ และแผนปฏิรูป "Vision 2030"

    ในปี 2015 MBS ในวัยเพียง 29 ปี ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คุมกำลังทหารทั้งหมด ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรองมกุฎราชกุมาร และก้าวเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจของประเทศ พระองค์ไม่ใช่เจ้าชายที่เสวยสุขบนกองเงินกองทอง แต่มีความทะเยอทะยานที่จะทลายโครงสร้างดั้งเดิมร้อยปีของซาอุฯ และก้าวขึ้นมาเป็นมหาบุรุษผู้เปลี่ยนโชคชะตาของชาติ

    เพียงหนึ่งปีหลังกุมอำนาจ พระองค์ได้เปิดตัวแผนปฏิรูป "Vision 2030" อันเกรียงไกร ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อพลิกโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาน้ำมันเพียงอย่างเดียว:
    -ด้านเศรษฐกิจ: มุ่งเน้นพลังงานสะอาด, การท่องเที่ยว, ไฟแนนซ์ และอุตสาหกรรมไฮเทค
    -ด้านสังคม: ปลดล็อกสิทธิสตรี, เปิดเสรีอุตสาหกรรมบันเทิง, ผ่อนคลายวีซ่านักท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นพลังขับเคลื่อนจากภายใน
    -ด้านอำนาจ: ทลายการผูกขาดของกลุ่มเจ้าชายและตระกูลเก่าแก่ จัดระเบียบการจัดสรรความลับและทรัพย์สินของชาติใหม่

    สัญลักษณ์ที่สร้างความฮือฮาที่สุดคือ THE LINE เมืองแนวตั้งยาว 170 กิโลเมตรกลางทะเลทรายที่ไร้รถยนต์ ไร้มลพิษ และใช้พลังงานสะอาด 100% ซึ่งกลายเป็นภาพจำแห่งการเปลี่ยนผ่านของซาอุฯ

    2. ล้างไพ่กลุ่มอำนาจเก่า: พายุ "Ritz-Carlton" และการมองหาผลงานสงคราม

    เบื้องหลังแผนปฏิรูปอันสวยงามคือแรงต้านมหาศาลจากกลุ่มชนชั้นนำ ดั้งเดิม ซาอุฯ สืบทอดตำแหน่งผ่านระบบ "พี่ส่งต่อให้น้อง" มายาวนาน แต่ MBS เป็นมกุฎราชกุมารรุ่นลูกคนแรกที่ทลายสืบทอดนี้ จึงขาดทั้งบารมีและอาวุโส ถูกสบประมาทว่าเป็น "เด็กหนุ่ม ไร้ผลงาน" การปฏิรูปของพระองค์คือการ "ลดอำนาจหัวเมือง ดึงทรัพย์สินกลับเข้าศูนย์กลาง" ซึ่งท้าทายผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจเก่าอย่างรุนแรง

    เพื่อขจัดเสี้ยนหนาม ในปี 2017 MBS ได้เปิดปฏิบัติการกวาดล้างคอร์รัปชันครั้งใหญ่ที่โรงแรม Ritz-Carlton กรุงริยาด ควบคุมตัวเจ้าชาย 11 พระองค์ รัฐมนตรี และนักธุรกิจระดับท็อปนับร้อยคน ปิดกั้นการติดต่อ และยื่นเงื่อนไข "ส่งมอบทรัพย์สิน สละอำนาจ และปลดกำลังทหาร" ปฏิบัติการนี้ยึดทรัพย์คืนมาได้เกือบ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่นัยสำคัญที่สุดคือการทำลายรากฐานของกลุ่มอำนาจเก่า ยึดอำนาจการเงิน ทหาร และการบริหารกลับคืนสู่ศูนย์กลาง

    ทว่าการรวบอำนาจภายในยังไม่เพียงพอที่จะสยบเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ในประวัติศาสตร์ "ชัยชนะในสงครามต่างแดน" คือเครื่องมือสร้างบารมีที่รวดเร็วที่สุด และวิกฤตเยเมนปี 2015 ที่กลุ่มกบฏฮูตีเข้ายึดกรุงซานาและขยายอิทธิพลชิดชายแดนซาอุฯ (ซึ่งซาอุฯ มองว่าเป็นตัวแทนอิทธิพลจากอิหร่าน) ก็กลายเป็นโอกาสทองที่ MBS ใช้ตัดสินใจส่งกองทัพเข้าแทรกแซง

    3. จาก "ศึกสายฟ้าแลบ" สู่ความพ่ายแพ้ทางยุทธวิธี

    เป้าหมายที่แท้จริงของ MBS ในการทำสงคราม #เยเมน ไม่ใช่แค่การคุ้มกันชายแดน แต่คือการเข้าควบคุมกองทัพทั้งหมด กวาดล้างขั้วอำนาจทหารรุ่นเก่า และแต่งตั้งนายทหารสายตรง โดยตั้งเป้าจะใช้ "ชัยชนะอันเบ็ดเสร็จ" สยบข้อครหาเรื่องความเชี่ยวชาญ และสร้างบารมีเพื่อเปิดทางสู่การปฏิรูปใหญ่

    ในเวลานั้น กองทัพพันธมิตรซาอุฯ ยโสและประเมินกบฏฮูตีต่ำไป โดยมองว่าเป็นเพียง "กองกำลังใส่รองเท้าแตะ" ที่ไร้ประสิทธิภาพ และน่าจะเผด็จศึกได้ในเวลาไม่กี่เดือน ทว่าความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม:

    -ฮูตีใช้ซอกเขาและภูมิประเทศอันซับซ้อนของเยเมนสร้างแนวรับ และใช้ยุทธวิธีกองทัพประชาชน/กองกำลังติดอาวุธ หลีกเลี่ยงการปะทะตรงๆ แต่เน้นซุ่มโจมตีสายส่งบำรุงและแนวหลัง

    -ปี 2019 ใน ยุทธการที่กิตาฟ (Battle of Kitaf) กบฏฮูตีสามารถบดขยี้กองพันซาอุฯ ได้ถึง 3 กองพล จับกุมเชลยศึกนับพันคน และยึดยานเกราะได้นับร้อยคัน

    -ความพ่ายแพ้ครั้งนั้นเผยให้เห็นจุดอ่อนเชิงโครงสร้างและศักยภาพการรบที่แท้จริงของกองทัพซาอุฯ จนกลายเป็นขี้ปากของสังคมโลก แผนสร้างบารมีของ MBS จึงพังทลายลงทันที

    ผ่านไป 10 ปี กบฏฮูตีได้ "เติบโตในสงคราม" จากกองกำลังชาวบ้านใส่รองเท้าแตะ ยกระดับสู่กองกำลังติดอาวุธชั้นยอดที่มีโดรน ขีปนาวุธข้ามแดนระยะไกล และระบบสงครามกองเรือในทะเลแดง ซึ่งมีความสามารถในการยิงถล่มแผ่นดินซาอุฯ ปิดล้อมเส้นทางขนส่งในทะเลแดง และโจมตีท่อส่งน้ำมันได้อย่างแม่นยำ

    4. ผลกระทบต่อ Vision 2030: ชัยชนะบนกระดาษ แต่ล้มเหลวในยุทธศาสตร์ความมั่นคง

    หากประเมินภาพรวมของการปฏิรูป Vision 2030 ของ MBS ถือว่าทำได้น่าประทับใจ (ได้คะแนนราว 80%):
    -ด้านสังคม: ซาอุฯ หลุดพ้นจากความอนุรักษนิยม ผู้หญิงได้รับสิทธิขับรถ ทำงาน และมีส่วนร่วมในสังคม อุตสาหกรรมบันเทิงและการท่องเที่ยวเติบโตอย่างก้าวกระโดด
    -ด้านเศรษฐกิจ: ทุนต่างชาติและบริษัทข้ามชาติทยอยเข้ามาตั้งฐาน ภาคส่วนที่ไม่ใช่น้ำมันขยายตัวอย่างเห็นได้ชัด

    แต่จุดตายของการปฏิรูปคือ "ภาพขายฝัน" อย่างโครงการเมกะโปรเจกต์ระดับชาติ:
    โครงการอภิมหาโปรเจกต์อย่าง #TheLine หรือเมืองอนาคตต่างๆ ต้องชะลอตัวและลดขนาดลงอย่างหนัก เนื่องจากปัจจัยด้าน "ความเสี่ยงทางความมั่นคง" นักลงทุนต่างชาติมองหาความมั่นคงและความปลอดภัย ไม่ใช่เพียงแค่ศักยภาพบนกระดาษ การที่กบฏฮูตีมีศักยภาพในการส่งขีปนาวุธถล่มโครงสร้างพื้นฐานของซาอุฯ ได้ตลอดเวลา ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น และทำลายสถิติการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาวของซาอุฯ โดยตรง

    5. ทางตันทางการเมือง: ชนะไม่ได้ แพ้ไม่ได้ และถอยไม่ได้

    ปัจจุบัน สงครามที่สร้างขึ้นเพื่อสร้างชาติได้กลายเป็น "พันธนาการ" ที่รัดคอซาอุดีอาระเบียเอง สาเหตุที่ซาอุฯ ไม่สามารถเซ็นข้อตกลงสงบศึกหรือยอมรับความพ่ายแพ้ได้ มาจากข้อเรียกร้องที่ต่างกันสุดขั้ว:
    • ฝั่งซาอุดีอาระเบีย (MBS):
    • ต้องการให้หยุดยิงชั่วคราว
    • ต้องการการรับประกันความปลอดภัยของเส้นทางขนส่งในทะเลแดง
    • ยุติการส่งโดรนและขีปนาวุธโจมตีแผ่นดินซาอุฯ
    • ต้องการกลับสู่สถานะเดิมก่อนเกิดสงคราม เพื่อดึงเวลารักษาสถานะทางความมั่นคงและเหลือช่องว่างไว้พลิกเกมในอนาคต

    • ฝั่งกลุ่มกบฏฮูตี (ฝ่ายได้เปรียบ):
    • เรียกร้องให้ซาอุฯ ถอนกำลังทหารทั้งหมดออกจากเยเมน
    • ยกเลิกการปิดล้อมทางอากาศ ทางบก และทางทะเลต่อเยเมนอย่างสิ้นเชิง
    • ต้องประกาศยอมรับความพ่ายแพ้อย่างเป็นทางการ
    • ซาอุฯ ต้องชดใช้ค่าเสียหายจากอาชญากรรมสงคราม
    • ยุติการแทรกแซงกิจการภายในของเยเมนโดยเด็ดขาดตลอดไป

    สำหรับ MBS สงครามเยเมนปี 2015 คือ "จุดเริ่มต้นทางการเมือง" ในการก้าวขึ้นสู่อำนาจ การยอมรับความพ่ายแพ้และเซ็นสัญญาถอนทัพอย่างเป็นทางการ จะเท่ากับ การยอมรับว่าตัดสินใจยุทธศาสตร์ผิดพลาดอย่างรุนแรง
    สิ่งนี้จะเปิดแผลให้กลุ่มอำนาจเก่าที่กำลังซุ่มรอโอกาส กลับมารวมตัวโจมตี ทำลายบารมีส่วนตน และอาจส่งผลให้ผลงานการปฏิรูปและรวบอำนาจตลอดสิบปีที่ผ่านมาต้องพังทลายลง รวมถึงอาจเกิดการล้างไพ่โครงสร้างอำนาจในราชวงศ์อีกครั้ง

    สงครามที่ทำขึ้นเพื่อรวบรวมอำนาจ ปูทางสู่การปฏิรูป และยกระดับโชคชะตาของประเทศ กลับกลายเป็นสิ่งที่บั่นทอนอนาคตของซาอุดีอาระเบียเองตลอด 10 ปีที่ผ่านมา
    "ชนะไม่ได้ แพ้ไม่ได้ และถอยไม่ได้" คือภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่ MBS และซาอุดีอาระเบียกำลังเผชิญ — นี่คือความจริงอันเจ็บปวดที่สุดของสงครามที่เริ่มต้นจากการเมือง แต่จบลงด้วยการเป็นกับดักขังอนาคตของชาติไว้กลางทะเลทราย

    #ChinaFocus

    https://www.facebook.com/share/p/14rvUF6Pe1e/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,308
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เบื้องหลังวาทกรรม "มือที่สาม" เมื่อสหรัฐฯ เบี่ยงประเด็นความพ่ายแพ้ทางยุทธการด้วยแพะรับบาปจีโอโพลิติกส์

    สำนักข่าวต่างประเทศฝั่งตะวันตกหลายแห่ง นำโดย CNN และ Reuters ได้พร้อมใจกันเปิดตัวรายงานสืบสวนและบทวิเคราะห์เชิงชี้นำ โดยพยายามสร้างกระแสข่าวลือว่า "#ขีปนาวุธ และโดรนของอิหร่านที่ยิงเจาะระบบป้องกันภัยทางอากาศของ #สหรัฐฯ ได้อย่างแม่นยำ เกิดจากการสนับสนุนข้อมูลข่าวกรองผ่านกลุ่มดาวเทียมสอดแนมของ #รัสเซีย และดาวเทียมสำรวจทรัพยากรเชิงพาณิชย์ของจีน"

    การโหมประโคมข่าวนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงสงครามจิตวิทยาทางการเมือง (Information Warfare) แต่ยังเปิดแผลให้เห็นถึงความพยายามของวอชิงตันในการกลบเกลื่อนความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของระบบป้องกันภัยทางอากาศของตนเอง

    1. ฉากทัศน์ข้อกล่าวหา: การผูกเรื่อง "ดาวเทียม 14 ดวง" กับวงจรสังหาร

    รายงานของสื่อตะวันตกพยายามชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงเวลา (Temporal Correlation) เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสมมติฐานที่ว่ารัสเซียป้อนข้อมูลวงโคจรให้อิหร่าน โดยยกกรณีศึกษา #ฐานทัพอากาศพรินซ์ซุลตาน (Prince Sultan Air Base) ในซาอุดีอาระเบีย:

    -การสอดแนมแบบครอบคลุม (Sensor Fusion): อ้างข้อมูลจากยูเครนและสถาบันวิจัยตะวันตก ว่า รัสเซียได้วางกำลังดาวเทียมสอดแนม 14 ดวง ครอบคลุมทั้งระบบถ่ายภาพภาพ optical, เรดาร์สังเคราะห์ช่องเปิด (SAR) ที่มองทะลุเมฆได้, อินฟราเรด และระบบลาดตระเวนทางอิเล็กทรอนิกส์ (ELINT) บินผ่านเหนือฐานทัพดังกล่าวอย่างน้อย 3 รอบในช่วงเวลาสำคัญ

    -การโจมตีและการประเมินผล: อ้างว่าข้อมูลดังกล่าวถูกส่งผ่านระบบดาวเทียมนำทาง GLONASS และโครงข่ายป้อนกลับทางเทคโนโลยี (Technical Feedback Loop) ทำให้อิหร่านสามารถค้นหาเครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้า E-3 Sentry (AWACS) ที่ย้ายจุดจอดใหม่เพื่อหลบภัย และยิงทำลายได้อย่างแม่นยำ พร้อมประเมินความเสียหาย (Battle Damage Assessment - BDA) ในเวลาต่อมา

    2. รอยร้าวในสมมติฐาน: ปัญหาเทคโนโลยี หรือความบกพร่องของกองทัพสหรัฐฯ?

    เมื่อพิจารณาในเชิงยุทธการทหาร รายงานดังกล่าวของสื่อตะวันตกกลับมี ข้อแย้งเชิงตรรกะ อย่างรุนแรงหลายประการ:

    1. การเบี่ยงเบนประเด็น "ภาพถ่ายพาณิชย์" ให้เป็น "ภาพสอดแนมทางทหาร": การอ้างว่าจีนให้บริการดาวเทียมเชิงพาณิชย์แก่อิหร่าน เป็นการจับเอา เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูงระดับพลเรือน ที่สามารถซื้อขายได้ทั่วไปในตลาดโลก มาปะปนกับ ข่าวกรองทางทหารระดับยุทธศาสตร์ (Military Intelligence) เพื่อสร้างเรื่องเล่าที่ฟังดูน่ากลัว

    2. คำถามใหญ่ต่อศักยภาพการป้องกันของสหรัฐฯ: หากข่าวกรองสหรัฐฯ สามารถตรวจจับวิถีโคจรและจังหวะการบินผ่านของดาวเทียมสอดแนมรัสเซียได้จริงตามที่กล่าวอ้าง เหตุใดกองทัพสหรัฐฯ จึงไม่สามารถพรางกาย กระจายกำลัง หรือย้ายยุทโธปกรณ์สำคัญได้ทันท่วงที? สิ่งนี้สะท้อนว่า ข้อผิดพลาดหลักไม่ได้อยู่ที่การที่ "ศัตรูรู้ตำแหน่ง" แต่อยู่ที่ความอุ้ยอ้ายและจุดอ่อนในระบบจัดวางกำลังของสหรัฐฯ เอง

    3. ภาวะอิ่มตัวของระบบป้องกันภัยทางอากาศ (Saturation Attack): ประสิทธิผลของขีปนาวุธและโดรนอิหร่านไม่ได้เกิดจากดาวเทียมภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการใช้ยุทธวิธี "โจมตีระลอกใหญ่แบบอิ่มตัว" ร่วมกับโดรนกามิกาเซ่ยุคใหม่ (เช่น Shahed Series) ที่รบกวนและบดขยี้ระบบป้องกันภัยทางอากาศราคาแพงอย่าง Patriot หรือ THAAD จนไม่สามารถรับมือได้ไหว

    3. นัยทางยุทธศาสตร์: ปัจจัยหนุนหลังการสร้างวาทกรรม "มหาอำนาจร่วมมือ"

    เหตุใดสื่อและเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ถึงพยายามดึงรัสเซียและจีนเข้ามาเชื่อมโยงกับความเสียหายในครั้งนี้?

    -เบี่ยงเบนความสนใจจากสาธารณชน: การยอมรับว่ากลุ่มกองกำลังในตะวันออกกลางสามารถสร้างความเสียหายแก่เครื่องบินแจ้งเตือนมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ได้ด้วยตนเอง ถือเป็นความพ่ายแพ้ทางศักดิ์ศรีของพันธมิตรตะวันตก การอ้างว่ามี "มหาอำนาจหนุนหลัง" จึงเป็นทางออกเชิงจิตวิทยาที่ง่ายกว่า

    -สร้างแรงจูงใจในการดึงพันธมิตร: สหรัฐฯ ใช้ประเด็นนี้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อกระชับความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศอาหรับ และสร้างแรงกดดันให้นานาชาติร่วมมาตรการคว่ำบาตรต่อจีนและรัสเซียเพิ่มเติม

    -หาเหตุผลรองรับการของบประมาณทหาร: การชี้ว่าเทคโนโลยีของคู่แข่ง (รัสเซีย-จีน-อิหร่าน) เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) ในการเรียกร้องงบประมาณพัฒนาระบบอวกาศและระบบป้องกันขีปนาวุธรุ่นใหม่

    ข่าวลือเรื่องดาวเทียมสอดแนมที่สื่อตะวันตกโหมกระแส จึงไม่ต่างจาก "ฉากควันทางการเมือง" ที่ตีกรอบความพ่ายแพ้ทางยุทธการให้กลายเป็นการขัดขาทางยุทธศาสตร์ระดับโลก ในความเป็นจริง ปรากฏการณ์นี้เป็นเพียงการสะท้อนให้เห็นว่า ดุลอำนาจทางเทคโนโลยีทางการทหารกระจายตัวออกไปแล้ว และยุทธวิธีขีปนาวุธราคาต่ำแต่มีประสิทธิภาพสูง สามารถเจาะระบบป้องกันของสหรัฐฯ ได้จริง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาปาฏิหาริย์ทางข่าวกรองจากภายนอกแต่อย่างใด

    #ChinaFocus #สงครามอิหร่าน #ภูมิรัฐศาสตร์

    https://www.facebook.com/share/p/1DXQche548/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,308
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ถอดสัญญาณความมั่นคง: เมื่อผู้บัญชาการระดับยุทธภูมิ “จีน-สหรัฐฯ” นั่งคุยหน้าต่อหน้า ไต้หวันต้องอ่านเกมให้ขาด

    สืบเนื่องจากการประชุมเสนาธิการทหารภาคพื้นอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Chiefs of Defense Conference) ครั้งที่ 28 ณ เมืองวิกตอเรีย ประเทศแคนาดา ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม ถึง 2 กันยายน 2026 ได้เกิดการพบปะแบบทวิภาคีครั้งสำคัญระหว่าง พลโท หยาง จื้อบิน (杨志斌) ผู้บัญชาการยุทธภูมิภาคตะวันออกของ #กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) และ พลเรือเอก แซมิวเอล ปาปาโร (Samuel Paparo) ผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิก (PACOM) การหารือแบบเผชิญหน้าในระดับผู้บัญชาการพื้นที่ปฏิบัติการจริงครั้งนี้ กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในฐานะหมุดหมายใหม่ของการบริหารจัดการความเสี่ยงใน #ช่องแคบไต้หวัน

    1. จาก "ฟื้นฟูการติดต่อ" สู่ "วางกลไกป้องกันการปะทะ"

    การพบกันของสองผู้บัญชาการยุทธภูมิมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง เนื่องจาก ยุทธภูมิภาคตะวันออกของจีน คือหน่วยงานที่รับผิดชอบภารกิจด้านความมั่นคงในช่องแคบไต้หวันโดยตรง ขณะที่ PACOM ของสหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางการวางกำลังทางทหารและยุทธศาสตร์หลักในฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก

    นับตั้งแต่เหตุการณ์ที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เยือนไต้หวันเมื่อเดือนสิงหาคม 2022 ช่องทางสื่อสารทางทหารระหว่างสองมหาอำนาจได้ถูกตัดขาดจนเกิดภาวะ "สุญญากาศทางข้อมูล" ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางทหารและการประเมินสถานการณ์ผิดพลาด (Strategic Miscalculation) แม้ต่อมาจะมีการฟื้นฟูการติดต่อผ่านสายด่วนและการหารือทางวิดีโอคอล (เช่น การหารือระหว่างผู้บัญชาการยุทธภูมิภาคใต้ของจีนกับ PACOM ในปี 2024) แต่การพบปะแบบ ต่อหน้า (Face-to-Face) ของผู้บัญชาการยุทธภูมิภาคตะวันออกในครั้งนี้ สะท้อนว่าความสัมพันธ์ทางทหารกำลังขยับจากเพียง "การฟื้นฟูสายสัมพันธ์" ไปสู่ "การจัดตั้งกลไกบริหารจัดการวิกฤตหน้างานจริง"

    2. สัญญาณจากวอชิงตัน: แข่งขันเข้มข้น แต่ไม่พร้อมเปิดศึก

    ท่าทีของกองทัพสหรัฐฯ ที่เน้นย้ำถึงการรักษาสายด่วนทางการทหารและการปฏิบัติตามหลักสากลอย่างมืออาชีพ สะท้อนความเป็นจริงทางยุทธศาสตร์ว่า แม้สหรัฐฯ จะเดินหน้ายุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกเพื่อปิดล้อมจีนอย่างต่อเนื่อง แต่สหรัฐฯ รู้ดีว่า ต้นทุนของการเผชิญหน้าทางทหารโดยตรงกับจีนในช่องแคบไต้หวันนั้นสูงเกินกว่าจะแบกรับได้

    หากเกิดวิกฤตการณ์ลุกลามในช่องแคบไต้หวัน ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่เพียงความสัมพันธ์มหาอำนาจ แต่จะสั่นคลอนระบบความมั่นคงทั่วภูมิภาค ห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก และเศรษฐกิจระดับสากล ด้วยเหตุนี้ การสื่อสารทางทหารของสหรัฐฯ จึงทำไปเพื่อป้องปรามวิกฤตและปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง ไม่ใช่การมอบ "ตั๋วเปล่า" ให้กลุ่มการเมืองในไต้หวันใช้เป็นเกราะบดบังการเดินเกมสุ่มเสี่ยงแยกตัวเป็นเอกราช

    3. สิ่งที่ฝ่ายบริหารไต้หวันต้องอ่านให้ขาด

    จากมุมมองเชิงวิเคราะห์ สัญญาณจากการพบปะของสองผู้บัญชาการส่งข้อความตรงถึงทางการไต้หวันใน 3 มิติหลัก:

    1. ช่องแคบไต้หวันต้องไม่เป็นชนวนสงครามมหาอำนาจ: ทั้งปักกิ่งและวอชิงตันต่างพยายามเพิ่มกลไกช่วยลดแรงเสียดทานหรือพื้นที่กันชน เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งระดับแท็กติกบานปลายกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ

    2. การคุมความเสี่ยง ไม่ใช่การยอมรับการข้ามเส้น: การเปิดช่องทางสื่อสารทางทหารมีเป้าหมายเพื่อลดอุบัติเหตุ แต่ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะยินยอมให้มีการละเมิด "เส้นแดง" ด้านอธิปไตย

    3. หลักประกันความสันติสุขอยู่ที่ความสัมพันธ์สองฝั่งช่องแคบ: การพึ่งพาหลักประกันความมั่นคงจากภายนอกเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาความมั่นคงในระยะยาวได้ สันติภาพที่ยั่งยืนจำเป็นต้องเกิดจากการยอมรับหลักการจีนเดียว การลดแรงปะทะทางการเมือง และการฟื้นฟูช่องทางเจรจาระหว่างสองฝั่งช่องแคบไต้หวันเอง

    การเจรจาระดับผู้บัญชาการยุทธภูมิระหว่างจีนและสหรัฐฯ คือเครื่องยืนยันว่า มหาอำนาจมุ่งเน้นการใช้การทูตทางการทหารเพื่อบริหารความต่าง ดังนั้น การเดิมพันอนาคตของไต้หวันไว้กับการดึงแรงสนับสนุนจากภายนอกอาจทำให้ไต้หวันตกอยู่ในสถานะ "เบี้ยบนกระดาน" ทางออกที่ยั่งยืนที่สุดจึงเป็นการกลับมาสร้างรากฐานสันติภาพผ่านการหารือร่วมกันของคนในพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นจุดปะทุแห่งใหม่ของโลก

    #ChinaFocus #จีน #สหรัฐ

    Ref. Lianhe Zaobao/Global Times

    https://www.facebook.com/share/p/1bRhS169dd/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,308
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จีนขยับเข้าใกล้ภารกิจสำรวจดาวพฤหัสบดี หลังประสบความสำเร็จในการทดลองเทคโนโลยีนำทางด้วย "ปรากฏการณ์การเบี่ยงเบนของแสงดาว"

    นักวิจัยชาวจีนประสบความสำเร็จในการทดลองเทคโนโลยีนำทางห้วงอวกาศลึกรูปแบบใหม่ในวงเกาะต่ำของโลก โดยดึงเอาแนวคิดที่เคยได้รับทุนวิจัยจาก NASA มาปรับใช้จริง ซึ่งการทดสอบครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยปูทางให้แก่ ภารกิจสำรวจดาวพฤหัสบดี (Tianwen-4) ของจีนที่มีกำหนดการปล่อยในปี 2030

    1. ปรากฏการณ์การเบี่ยงเบนของแสงดาว (Stellar Aberration) คืออะไร?

    เทคโนโลยีนี้อาศัยหลักการทางดาราศาสตร์ที่ค้นพบเมื่อราว 300 ปีก่อนโดย เจมส์ แบรดลีย์ (James Bradley) นักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษ ซึ่งพบว่าตำแหน่งของดาวฤกษ์บนท้องฟ้าจะดูเหมือนขยับเบี่ยงเบนไปเล็กน้อยตามการเคลื่อนที่ของโลกที่โคจรรอบดวงอาทิตย์

    -อุปมาอุปไมยเปรียบเทียบ: เช่นเดียวกับการมองหยดน้ำฝนผ่านกระจกหน้าขณะขับรถ แม้ฝนจะตกโปรยปรายลงมาในแนวดิ่ง แต่จากมุมมองของคนที่อยู่ในรถ Matrix ของหยดน้ำฝนจะดูเหมือนเอียงเข้าหาตัวรถเนื่องจากการเคลื่อนที่ไปข้างหน้า แสงดาวก็เกิดปรากฏการณ์เอียง/เบี่ยงเบนในลักษณะเดียวกันเมื่อยานอวกาศเคลื่อนที่ผ่านห้วงอวกาศ

    -กลไกการนำทาง: แม้แสงดาวจะเกิดการเบี่ยงเบนเพียงเล็กน้อย แต่มันมีความแม่นยำและคำนวณย้อนกลับได้ นักวิทยาศาสตร์จึงใช้ค่าการเบี่ยงเบนนี้คำนวณหา ความเร็วและทิศทาง ของยานอวกาศได้โดยตรง ทำให้ยานสามารถคำนวณพิกัดได้ด้วยตัวเองในแบบเรียลไทม์ (Autonomous Real-time Navigation) โดยไม่ต้องพึ่งพาการส่งสัญญาณติดตามและรับคำสั่งจากศูนย์ควบคุมบนโลกตลอดเวลา

    2. ทำไมเทคโนโลยีนี้จึงจำเป็นต่อภารกิจดาวพฤหัสบดี?

    -ระยะทางและข้อจำกัดของสัญญาณ: ดาวพฤหัสบดีอยู่ห่างจากโลกมากถึง 900 ล้านกิโลเมตร ทำให้สัญญาณวิทยุต้องใช้เวลาเดินทางขาเดียวนานกว่า 50 นาที ศูนย์ควบคุมบนโลกจึงไม่สามารถแทรกแซงหรือสั่งการยานในสถานการณ์ฉุกเฉินแบบเรียลไทม์ได้

    -ปิดจุดอ่อนระบบติดตาม: นักวิจัยจาก Academy of Space Technology ของจีน (CAST) ยอมรับในวารสาร Journal of Deep Space Exploration ว่า แม้จีนจะสามารถติดตามยานในระยะดาวพฤหัสบดีได้ แต่ความแม่นยำในการระบุพิกัดห้วงอวกาศลึกยังเป็นรอง NASA และองค์การอวกาศยุโรป (ESA) เทคโนโลยีนี้จึงช่วยให้ยาน Tianwen-4 ทำการสำรวจดาวพฤหัสบดีและดวงจันทร์บริวารได้อย่างแม่นยำและพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น

    3. รายละเอียดการทดสอบบนดาวเทียม Tianhui-7

    ดาวเทียม Tianhui-7 ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวด Long March 4B จากศูนย์ปล่อยดาวเทียมจิ่วเฉวียน เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2025

    -อุปกรณ์ที่ใช้ทดสอบ: ติดตั้งกล้องถ่ายภาพดาวฤกษ์ความแม่นยำสูง 3 ตัว และเซ็นเซอร์อินฟราเรด ทำการทดสอบระบบนำทางนาน 20 ชั่วโมง ที่ระดับความสูงประมาณ 500 กิโลเมตรเหนือพื้นโลก (โดยใช้โลกเป็นตัวแทนของดาวพฤหัสบดีในการทดสอบ)

    -การแก้ไขความคลาดเคลื่อน: ปรากฏการณ์นี้ต้องใช้องศาการวัดที่ละเอียดระดับ มิลลิอาร์กวินาที (milliarcseconds) หรือเทียบเท่ากับการมองเห็นความกว้างของเมล็ดข้าวสารจากระยะห่าง 500 กิโลเมตร กล้องของ Tianhui-7 มีความแม่นยำราว 50 มิลลิอาร์กวินาที ซึ่งทีมวิจัยได้เพิ่ม ระบบอ้างอิงทางแสง (Optical Reference System) เข้าไปเพื่อคอยชดเชยค่าความคลาดเคลื่อนอันเกิดจากการสั่นสะเทือนขณะปล่อยจรวดและการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ

    -ผลการทดลอง: ในช่วงทดสอบ 20 ชั่วโมง ระบบนำทางให้ค่าความคลาดเคลื่อนของตำแหน่งไม่เกิน 5 กิโลเมตร และความเร็วคลาดเคลื่อนไม่เกิน 5 เมตรต่อวินาที เมื่อเทียบกับข้อมูล GPS (และเมื่อปรับแก้ความผิดพลาดเชิงระบบในภายหลัง ค่าความคลาดเคลื่อนลดลงเหลือ น้อยกว่า 4 กิโลเมตร และ 4 เมตรต่อวินาที) ซึ่งให้ประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ Deep Space Network ของ NASA

    4. ก้าวต่อไปและอนาคต

    แม้ผลการทดสอบในวงโคจรโลกจะออกมาน่าพึงพอใจ แต่ทีมวิจัยย้ำว่าสภาพแวดล้อมรอบดาวพฤหัสบดีมีความแตกต่างอย่างมาก และยังต้องทดสอบเพิ่มเติมว่าเทคโนโลยีนี้จะทำงานได้ดีเพียงใดเมื่ออยู่ในวงโคจรของดาวแก๊สยักษ์จริง

    นอกจากนี้ สถาบัน China Aerospace Science and Technology Corporation (CASC) เผยว่า จีนกำลังซุ่มพัฒนาและทดสอบภาคพื้นดินสำหรับ กล้องถ่ายภาพดาวรุ่นใหม่ที่มีความแม่นยำสูงระดับมิลลิอาร์กวินาที เพื่อเตรียมพร้อมเต็มขั้นสำหรับภารกิจประวัติศาสตร์ในปี 2030

    หมายเหตุ: แนวคิดการนำ Stellar Aberration มาใช้นี้ ในงานวิจัยของ NASA ภายใต้โครงการ StarNAV ยังคงเน้นไปที่ การวิจัยทางทฤษฎี แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ และการวิเคราะห์เชิงอัลกอริทึม (Theoretical & Mathematical Modeling) เท่านั้น เพราะ NASA มีเทคโนโลยีนำทางห้วงอวกาศลึกที่ใช้อยู่และทดสอบบนอวกาศจริงแล้วหลายระบบ จึงยังไม่ได้ทดสอบ StarNAV บนอวกาศจริง

    #ChinaFocus #ดาวพฤหัสบดี #StellarAberration #การเบี่ยงเบนของแสงดาว

    Ref.: SCMP
    https://www.facebook.com/share/p/1DF8HWjK7E/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,308
    ค่าพลัง:
    +97,153
    แฉยับซิลิคอนวัลเลย์! อินเดียขนไอทีลวงโลกเข้าอเมริกา คนในทนไม่ไหวโผล่ไส้เน่า ‘เรซูเม่เก๊-วุฒิปลอม’ โผล่เพียบ

    กลายเป็นประเด็นร้อนสะเทือนวงการเทคโนโลยีระดับโลก เมื่อ วิเวก วาธวา (Vivek Wadhwa) นักลงทุนชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดีย และอดีตนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและคาร์เนกีเมลลอน ได้ออกมาแฉผ่านรายการพอดแคสต์ว่า บุคลากรสาย IT ชาวอินเดียที่ถือวีซ่า H-1B เข้ามาทำงานในสหรัฐฯ อย่างน้อย 20–25% "เข้าข่ายการตกแต่งและปลอมแปลงประวัติการทำงาน" โดยมีกระบวนการนายหน้าและบริษัทรับเหมาช่วง (Outsource) คอยแต่งโปรไฟล์ให้แบบครบวงจร

    1. ยอดน้ำแข็งของอุตสาหกรรมปลอมแปลงเอกสาร

    ความเห็นของวาธวาสอดคล้องกับข้อมูลจากอดีตเจ้าหน้าที่ #กงสุลสหรัฐฯ ประจำเมืองเจนไน ประเทศ #อินเดีย อย่าง มาห์วาช ซิดดิคี (Mahvash Siddiqui) ที่เคยอนุมัติและคัดกรองวีซ่า H-1B กว่า 51,000 ราย ซึ่งเธอประเมินว่าเอกสารการสมัครงานสูงถึง 80–90% มีส่วนของการตกแต่งวุฒิการศึกษา ประวัติการทำงาน หรือสเตตเมนต์ธนาคาร

    การปราบปรามในอินเดียเมื่อปี 2024 เคยตรวจพบวุฒิการศึกษาปลอมมากถึง 100,000 ฉบับ โดยมีราคาขายตั้งแต่ 50,000 รูปีสำหรับปริญญาตรี ไปจนถึง 100,000 รูปีสำหรับปริญญาโท สะท้อนให้เห็นว่าการปลอมแปลงไม่ใช่เรื่องเฉพาะบุคคล แต่เป็นธุรกิจอุตสาหกรรมที่เติบโตมานานกว่า 30 ปี

    2. แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและแรงกดดันทางสังคม

    เหตุผลที่ทำให้การทะลักเข้าสู่สหรัฐฯ กลายเป็นเป้าหมายสูงสุด เกิดจากช่องว่างทางรายได้อันมหาศาล วิศวกรวัย 22 ปีที่ได้งาน IT ในสหรัฐฯ สามารถทำรายได้ต่อปีทัดเทียมกับรายได้ของเกษตรกรในหมู่บ้านบ้านเกิดรวมกันนับร้อยคน การเดินทางไปทำงานต่างประเทศจึงไม่ใช่แค่ความสำเร็จส่วนบุคคล แต่เป็น "โปรเจกต์ยกระดับฐานะของทั้งตระกูล" ทำให้เรซูเม่อาจถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือในการสร้างโอกาสมากกว่าเอกสารบันทึกข้อเท็จจริง

    3. รอยร้าวในวัฒนธรรมองค์กรและอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

    บริษัทเทคโนโลยีใน #ซิลิคอนวัลเลย์ ยอมรับแรงงานเหล่านี้มาอย่างยาวนานเนื่องจากต้นทุนที่ถูกกว่าแรงงานท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม การครองสัดส่วนวีซ่า #H1B เกินกว่า 70% ของชาวอินเดีย นำไปสู่ข้อวิพากษ์วิจารณ์เรื่องวัฒนธรรมการทำงาน:

    -ทักษะการประนีประนอม vs ทักษะนวัตกรรม: อุตสาหกรรม IT Outsource เน้นการบริหารจัดการและการสื่อสารกับลูกค้า มากกว่าการวิจัยและพัฒนา (R&D) จากรากฐาน

    -งบประมาณ R&D ที่ต่ำ: บริษัท IT ยักษ์ใหญ่ 5 อันดับแรกของอินเดียมักเน้นการจ่ายเงินปันผล โดยเจียดงบวิจัยและพัฒนาไม่ถึง 1% ของรายได้ เมื่อเทียบกับบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ อย่าง Microsoft ที่ลงทุนด้าน R&D ราว 12–13%

    -แรงกดดันในทีม: เกิดข้อร้องเรียนเรื่องการรวมกลุ่มและการใช้ภาษาท้องถิ่นในสถานที่ทำงาน จนส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการทำงานของวิศวกรชาตินิยมอื่นๆ

    4. นโยบายเข้มงวดและการปรับตัวของอุตสาหกรรม

    การเปลี่ยนแปลงทางนโยบายของสหรัฐฯ รวมถึงการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมการยื่นขอวีซ่า H-1B และการเข้มงวดในการตรวจสอบการทุจริตโดยกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อโมเดลธุรกิจ Outsource แบบดั้งเดิม

    บทเรียนจากกรณีนี้สะท้อนว่า ความสามารถทางเทคโนโลยีที่แท้จริงและนวัตกรรมที่เป็นเนื้อแท้ ยังคงเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดสำหรับความยั่งยืนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลก มากกว่าการพึ่งพาเพียงทักษะการนำเสนอหรือการสร้างโปรไฟล์

    #ChinaFocus

    https://www.facebook.com/share/1BuQPMn1vh/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,308
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ซาอุดีอาระเบียยิงสกัดขีปนาวุธ 6 ลูกที่ยิงออกมาจากพวกฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในเยเมน เมื่อวันพฤหัสบดี(24ก.ย.) ซึ่งมีเป้าหมายเล่นงานเมืองทาอิฟ ทางตะวันตกของซาอุดีอาระเบียและเมืองยานบู ริมทะเลแดง ความเคลื่อนไหวซึ่งมีขึ้นหลังจากริยาดพยายามขอความช่วยเหลือจากพันธมิตรทั้งหลาย ในนั้นรวมถึงสหรัฐฯ ในการต่อกรกับพวกนักรบกลุ่มนี้ แต่ถูกปฏิเสธ

    ในเวลาต่อมา พวกฮูตีแถลงในวันพฤหัสบดี(24ก.ย.) ว่าพวกเขาได้ปฏิบัติการโจมตีในสิ่งที่ให้คำจำกัดความว่าเป็น "เป้าหมายอ่อนไหว" ในกรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย และที่ตั้งน้ำมันทั้งหลายในเมืองยานยู ของซาอุดีอารัมโก บริษัทพลังงานแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย

    ยาห์ยา ซารี โฆษกของกองทัพฮูตีบอกว่าทางกลุ่มใช้ขีปนาวุธแบบทิ้งตัวและขีปนาวุธร่อน เช่นเดียวกับโดรน ใน 2 ปฏิบัติการ พร้อมอวดอ้างว่าประสบความสำเร็จตามเป้าหมายเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามไม่มีคำยืนยันจากซาอุดีอาระเบียเกี่ยวกับเหตุโจมตีกรุงริยาด และทางหน่วยงานป้องกันภัยพลเรือนของซาอุดีอาระเบีย ก็ไม่ได้แจ้งเตือนฉุกเฉินในริยาด ในวันพฤหัสบดี(24ก.ย.) แต่อย่างใด

    สถานการณ์ที่ลุกลามบานปลายคุกคามศักยภาพของซาอุดีอาระเบียในการส่งออกน้ำมันผ่านทะเลแดง ในช่วงเวลาที่ช่องแคบฮอร์มุซแทบถูกปิดตาย และเวลานี้ท่อลำเลียงอีสต์-เวสต์ของประเทศก็เพิ่งกลับมาปฏิบัติการได้ หลังจากถูกโดรนโจมตีไปก่อนหน้านี้เมื่อช่วงต้นเดือน ฮูตีประกาศปิดล้อมทางทะเลเล่นงานซาอุดีอาระเบียในเดือนกรกฏาคม เปิดแนวรบใหม่ในสงครามระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน

    ไม่เป็นที่ชัดเจนว่ามีความเสียหายหรือความสูญเสียใดๆหรือไม่ทั้งในทาอีฟและยานบู เส้นทางขนส่งหลักอีกทางหนึ่งสำหรับน้ำมันซาอุดีอาระเบีย หลังจากมีการแจ้งเตือนฉุกเดฉินอย่างกว้างขวางครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ ในนั้นรวมถึงเมืองเจดดาห์และเมืองเมกกะ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์

    เหตุโจมตีที่เมืองยานบูเกิดขึ้นหลังจากที่มีแนวโน้มที่ดีขึ้นว่าการส่งออกน้ำมันจากสถานีขนถ่ายน้ำมันในพื้นที่ดังกล่าวจะกลับมาดำเนินการได้อีกครั้ง แหล่งข่าวในภาคอุตสาหกรรมพลังงานบอกว่าซาอุดีอาระเบียกำลังยกระดับปริมาณการสูบส่งน้ำมันดิบผ่านท่อลำเลียงอีสต์-เวสต์ ซึ่งเคยต้องปิดปฏิบัติการไปเมื่อวันที่ 11 กันยายน ตามหลังเหตุโจมตีที่ทางริยาดกล่าวโทษว่าเป็นฝีมือของพวกนักรบอิรัก

    ซารี บอกก่อนหน้านี้ในวันพฤหัสบดี(24ก.ย.) ว่าทางกลุ่มโจมตีที่ตั้งทางทหารของซาอุดีอาระเบียในจังหวัดจาซาน ตามแนวชายแดนเยเมน แต่ยังไม่มีคำยืนยันออกมาจากฝ่ายริยาด โดย ซารี อ้างว่าฮูตีปฏิบัติการโจมตีด้วยขีปนาวุธหลายสิบลูกและโดรน เล็งเป้าเล่นงานสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็น "ห้องปฏิบัติการ ศูนย์บัญชาการและควบคุม รวมถึงคลังอาวุธ" ในจาซาน เช่นเดียวกับแท่นยิงขีปนาวุธและค่ายทหาร

    หน่วยงานป้องกันภัยพลเรือนของซาอุดีอาระเบียแจ้งเตือนฉุกเฉินเกี่ยวกับความเสี่ยงเกิดอันตรายในเมืองจาซานในวันพุธ(23กย) แต่ไม่ได้ออกประกาศแจ้งเตือนใดๆในวันพฤหัสบดี(24ก.ย.)

    นอกจากนี้แล้วหน่วยงานป้องกันภัยพลเรือนของซาอุดีอาระเบียยังเตือนเกี่ยวกับแนวโน้มอันตรายในจังหวัดทาบุค ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ใกล้ชายแดนจอร์แดน ซึ่งถือเป็นการแจ้งเตือนครั้งแรกสำหรับพื้นที่นี้ ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดล่าสุดระหว่างริยาดกับพวกฮูตี ที่ลุกลามบานปลายขึ้นในเดือนนี้

    พวกฮูตีบุกยึดทั่วชายฝั่งทางตะวันตกของเยเมน ในการโจมตีสายฟ้าแลบเมื่อเกือบ 2 สัปดาห์ก่อน ที่ทำให้พวกเขารุกคืบประชิดแนวชายฝั่งของช่องแคบบับ เอล-มันเดบ น่านน้ำยุทธศาสตร์ริมทะเลแดง และนับตั้งแต่นั้นฮูตีได้โจมตีพื้นที่ต่างๆทางใต้ของซาอุดีอาระเบียมาอย่างต่อเนื่อง

    (ที่มา:รอยเตอร์ส)

    https://www.facebook.com/share/p/1FEG5Hv64C/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,308
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ราคาน้ำมันพุ่งอีกราว 3% ในวันพฤหัสบดี(24ก.ย.) แตะระดับสูงสุดในรอบ 1 สัปดาห์ หลังพวกฮูตียิงขีปนาวุธโจมตีซาอุดีอาระเบีย โหมกระพือความกังวลเกี่ยวกับอุปทานพลังงาน ปัจจัยทางพลังงานและผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯฉุดวอลล์สตรีทปิดผสมผสาน ขณะที่ทองคำขยับลงเล็กน้อย

    สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต หรือไลต์สวีตครูด งวดส่งมอบเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้น 2.45 ดอลลาร์ ปิดที่ 94.61 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนเบรนท์ทะเลเหนือลอนดอน งวดส่งมอบเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้น 3.52 ดอลลาร์ ปิดที่ 106.60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    ซาอุดีอาระเบียสกัดขีปนาวุธ 6 ลูกที่ยิงมาจากพวกฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในเยเมน ขัดขวางการโจมตีที่เล็งเป้าเล่นงานจังหวัดทาอิฟและยานบู พื้นที่ริมทะเลแดงทางใต้ของประเทศ

    ขณะเดียวกันราคาน้ำมันยังถูกกดดันจากข่าวที่ว่าสายการบินต่างๆของอิหร่านถูกแบนจากบรรดาชาติเพื่อนบ้านในตะวันออกกลาง ในนั้นรวมถึงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และโอมาน ในการขานรับมาตรการคว่ำบาตรใหม่ของอเมริกา ถือเป็นผลกระทบหนักหน่วงครั้งแรกจากนโยบายของสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนเป้าหมายมาเล่นงานบริษัทต่างๆในประเทศที่ 3 ที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน

    ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯปิดผสมผสานในวันพฤหัสบดี(24ก.ย.) โดยดาวโจนส์และเอสแอนด์พี 500 ขยับลงเล็กน้อย ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ดันราคาน้ำมันพุ่งสูงและผลักให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอเมริกาดีดตัวขึ้น

    ดาวโจนส์ ลดลง 161.61 จุด (0.31 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 51,349.98 เอสแอนด์พี ลดลง 1.90 จุด (0.02 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 7,704.13 จุด แนสแดค เพิ่มขึ้น 3.34 จุด (0.01 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 26,939.37 จุด

    ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ฟื้นตัวขึ้นในปิดลบในกรอบแคบๆ ส่วนแนสแดคปิดบวกเล็กน้อย หลังรอยเตอร์สรายงานว่าคณะผู้แทนเจรจาของสหรัฐฯและอิหร่านกำลังสำรวจหาหนทางในการออกจากสงครามอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการที่อิหร่านกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่วอชิงตันจะยกเลิกมาตรการปิดล้อมทางเศรษฐกิจอิหร่าน

    ส่วนราคาทองคำขยับลงในวันพฤหัสบดี(24ก.ย.) แตะระดับต่ำสุดในรอบ 1 สัปดาห์ การปรับเปลี่ยนท่าทีเชิงแข็งกร้าวในถ้อยแถลงของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้ตอกย้ำถึงการคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยราคาทองคำยูเอส โกลด์ ฟิวเจอร์ส งวดส่งมอบเดือนธันวาคม ลดลง 20.40 ดอลลาร์ 0.5 % ปิดที่ 4,298.00 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    (ที่มา:รอยเตอร์ส)
    https://www.facebook.com/share/p/1HvxdNhApB/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,308
    ค่าพลัง:
    +97,153
    “ปธน.อาร์เจนตินา” ประกาศกร้าวกลางที่ประชุมใหญ่ UN “จะจัดการด้วยมือของตัวเอง” ทวงเกาะฟอล์กแลนด์คืนจาก “อังกฤษ”
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    รอยเตอร์/เอเจนซีส์ – ประธานาธิบดีอาร์เจนตินา ฆาบิเอร์ มิเลย์ (Javier Milei) วันพุธ(23 ก.ย) ขึ้นกล่าวต่อที่ประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติกล่าวหาประชาคมโลกไม่ให้ความสนใจปัญหาพิพาทหมู่เกาะฟอล์กแลนด์กับอังกฤษ ขู่บัวโนสไอเรสจะจัดการปัญหาด้วยตัวเอง ไม่สนใจสิทธิตัดสินอนาคตตัวเองของชาวเกาะฟอล์กแลนด์ สั่งแบนกว่า 60 บริษัทโปรเจกต์พลังงานนอกชายฝั่งรอบเกาะอนุมัติโดยรัฐบาลฟอล์กแลนด์

    .
    รอยเตอร์รายงานวานนี้(23 ก.ย)ว่า ก่อนการขึ้นแถลงต่อหน้าที่ประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาติในนิวยอร์ก ซิตี ผู้นำอาร์เจนตินา ฆาบิเอร์ มิเลย์ (Javier Milei) ออกมาอ้างสิทธิ์เหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์หรือหมู่เกาะมัลบินัส(Malvinas)ในภาษาสเปน พร้อมยืนยันว่า ชาวฟอล์กแลนด์ไม่มีสิทธิ์ตัดสินอนาคตของตัวเอง
    .
    มิเลยังกล่าวเรียกร้องซ้ำสำหรับการเจรจากับสหราชอาณาจักรอังกฤษเพื่อยุติความขัดแย้งหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ที่มีมาอย่างยาวนานอย่างสันติวิธี
    .
    “พวกเรากำลังเลือกทางสันติอย่างเป็นรูปธรรมและการป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพ” เขากล่าว
    .
    เดอะการ์เดียนของอังกฤษรายงานว่า ในที่ประชุมใหญ่วันพุธ(23) ประธานาธิบดี ฆาบิเอร์ มิเลย์ แถลงต่อหน้าผู้นำทั่วโลกว่า อาร์เจนตินาจะไม่ยอมนิ่งเฉยต่อพวกปล้นสะดมทรัพยากรธรรมชาติภายใต้การเข้าครอบครองของต่างชาติอย่างผิดกฎหมาย
    .
    “อาร์เจนตินาจะไม่ยอมนั่งเฉยเพื่อรอสหประชาชาติและประชาคมโลกเพื่อรอฉันทามติของพวกเขา”
    .
    มิเลประกาศอย่างห้าวหาญว่า “พวกเราจะจัดการด้วยมือของพวกเราเอง”
    .
    เขากล่าวว่า "สำหรับเรา หมู่เกาะมัลบินัสถือเป็นเดิมพันประเทศ"
    .
    รอยเตอร์รายงานว่า ทั้งนี้เมื่อต้นเดือนนี้พบว่า บัวโนสไอเรสเริ่มกระบวนการคว่ำบาตรไม่ต่ำกว่า 60 บริษัทและบุคคลที่เกี่ยวข้องโปรเจกต์ขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่งหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ เป็นความเคลื่อนไหวที่เจ้าหน้าที่อังกฤษออกมาคัดค้านอย่างหนัก
    .
    องค์การสหประชาชาติไม่ได้รับรองอธิปไตยเหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์อย่างเป็นทางการทั้งจากอังกฤษหรืออาร์เจนตินา และอีกทั้งสถานะของหมู่เกาะฟอล์กแลนด์จะต้องได้รับการแก้ไขผ่านการตกลงระดับทวิภาคี
    .
    ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีอังกฤษ แอนดี เบอร์แนม วันอังคาร(22) แถลงต่อหน้าสื่อว่า เขาต่อต้านอย่างหนักแน่นต่อการกระทำของอาร์เจนตินา
    .
    “พวกเราจะปกป้องสิทธิของชาวหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ในการตัดสินอนาคตของตัวเองและยังคงเป็นอังกฤษ”
    .
    ทั้งนี้รัฐบาลฟอล์กแลนด์ได้อนุมัติการพัฒนาหลุมขุดเจาะน้ำมันและแผนการผลิตของโปรเจกต์นี้ที่เป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทพลังงานอิสราเอลและบริษัทขุดค้นหาน้ำมันและแก๊ซธรรมชาติที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน

    https://www.facebook.com/share/p/1N47mNEvLH/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,308
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ไกด์เขมรกุมขมับ! ชาวต่างชาติหายทำรายได้หด ยอดนักท่องเที่ยว 8 เดือนลดลงเกือบครึ่ง
    .
    .
    MGR Online - วิกฤตเศรษฐกิจโลกและราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงสิ่งที่กระทรวงการท่องเที่ยวเรียกว่าความท้าทายภายในประเทศ ได้ส่งผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของกัมพูชา โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเยือนกัมพูชาเพียงกว่า 2 ล้านคนในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ลดลงเกือบครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
    .
    ข้อมูลที่กระทรวงฯ เปิดเผยเมื่อวันที่ 23 กันยายน ระบุว่ากัมพูชาต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมทั้งสิ้น 2,252,698 คน ในช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 ลดลง 44.4% จากจำนวนนักท่องเที่ยว 4.05 ล้านคน ที่บันทึกไว้ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
    .
    ในจำนวนนี้ เป็นนักท่องเที่ยวจากจีน 588,051 คน (ลดลง 25.1%) เวียดนาม 585,711 คน (ลดลง 27.6%) สหรัฐฯ 129,876 คน (ลดลง 7.3%) ฝรั่งเศส 79,946 คน (ลดลง 15.5%) อังกฤษ 77,913 คน (ลดลง 14.2%) และอินโดนีเซีย 65,487 คน (ลดลง 35.9%)
    .
    เขียว ที ประธานสมาคมมัคคุเทศก์อังกอร์ กล่าวกับหนังสือพิมพ์พนมเปญโพสต์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมากัมพูชาลดลงอย่างมาก
    .
    เขากล่าวว่าในปีที่แล้ว ไกด์นำเที่ยวบางคนมีงานทำเกือบ 20 วันต่อเดือน แต่ปีนี้กลับประสบปัญหาในการหางานทำ บางคนมีงานเพียงแค่ 4-5 วันต่อเดือน การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อคนที่ทำงานอยู่ในภาคการท่องเที่ยวของกัมพูชา
    .
    “การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติถือเป็นแรงกดดันอย่างหนักต่อภาคการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับไกด์ คนขับรถ และแม้แต่พ่อค้าแม่ค้าที่ต้องพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก” ประธานสมาคมมัคคุเทศก์อังกอร์ กล่าว
    .
    ในความพยายามที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีนให้มากขึ้น รัฐบาลกัมพูชาได้ออกมาตรการยกเว้นวีซ่าสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางจีน ไม่ว่าจะเดินทางมาจากจีนโดยตรงหรือเดินทางมาจากประเทศอื่น
    .
    ภายใต้มาตรการนี้ ชาวจีนที่เดินทางเข้ากัมพูชาสามารถพำนักได้นานสูงสุด 14 วัน ในช่วงระยะเวลาดำเนินโครงการ 4 เดือน ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน ถึง 15 ตุลาคม โดยข้อตกลงนี้ยังอนุญาตให้เดินทางเข้าออกได้หลายครั้ง
    .
    บริษัทอังกอร์เอ็นเตอร์ไพรส์ระบุว่าในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ มีการจำหน่ายบัตรเข้าชมอุทยานโบราณคดีอังกอร์ไปทั้งสิ้น 474,993 ใบ ลดลง 29.07% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการจำหน่ายบัตรเข้าชมที่ 22.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 27.43%
    .
    เมื่อวันที่ 23 กันยายน ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียได้เผยแพร่รายงานปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของกัมพูชาในปี 2569 ลงเหลือ 3.9% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 4.1% ในเดือนกรกฎาคม โดยสาเหตุหลักมาจากที่ภาคการท่องเที่ยวมีผลงานต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้.

    https://www.facebook.com/share/p/19jk2Lbffv/
     

แชร์หน้านี้

Loading...