หากจำเป็นต้องย้ายเมืองหลวง!!

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย ยะธาพุทโมนะ, 18 ตุลาคม 2026 เวลา 01:44.

ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ 2 คน ( สมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 2 คน )
  1. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    28,754
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,518
    ค่าพลัง:
    +71,080




    จังหวัดไหนน่าเป็นเมืองหลวงใหม่แทนกรุงเทพ ถ้าจําเป๊นต้องย้ายเมืองหลวง



    ที่มา https://www.youtube.com/@knowglobal23
     
  2. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    28,754
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,518
    ค่าพลัง:
    +71,080
    นับถอยหลังกรุงเทพจมทะเล! เราจะย้ายเมืองหลวงไปไหนดี?: BKK Retrospective Podcast EP.23






    ที่มา https://www.youtube.com/@BKKRetrospective
     
  3. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    28,754
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,518
    ค่าพลัง:
    +71,080
    # ถ้าพรุ่งนี้น้ำท่วมบ้าน…สิ่งที่คุณห่วงที่สุดอาจไม่ใช่ชีวิตตัวเอง
    คุณอาจกำลังนั่งกินข้าวหลังเลิกงาน คิดถึงหนี้บ้าน ค่างวดรถ และเงินที่ต้องส่งให้พ่อแม่ในสิ้นเดือน


    แล้วจู่ ๆ ก็เห็นข่าวคำทำนายเรื่องน้ำท่วมใหญ่ในอนาคต
    บางคนอ่านแล้วเลื่อนผ่าน
    บางคนเริ่มกังวลว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับบ้านของตัวเอง
    แต่สำหรับคนที่มีครอบครัว มีลูก มีพ่อแม่สูงอายุ และมีภาระต้องรับผิดชอบ ความกลัวภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย
    เพราะสิ่งที่กลัวอาจไม่ใช่แค่น้ำที่กำลังขึ้น
    แต่คือวันที่น้ำเข้าบ้าน แล้วเราไม่รู้ว่าจะพาคนที่รักไปไว้ที่ไหน



    ## 1. สิ่งที่น่ากลัวกว่าคำทำนาย คือการคิดว่าเรื่องร้ายไม่มีวันเกิดกับเรา
    ลองนึกถึงบ้านหลังหนึ่งที่อยู่กันมาสิบกว่าปี
    เจ้าของบ้านทำงานเก็บเงินทีละน้อย กว่าจะซื้อบ้านได้ก็ต้องผ่อนยาวหลายสิบปี
    ในบ้านมีเอกสารสำคัญ รูปถ่ายเก่า ของที่พ่อแม่ให้ไว้ และของใช้ที่สะสมมาตลอดชีวิต
    ทุกอย่างดูมั่นคงจนเจ้าของบ้านอาจไม่เคยคิดว่า วันหนึ่งต้องรีบเก็บข้าวของขึ้นที่สูง
    จนกระทั่งฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน
    ถนนหน้าบ้านเริ่มมีน้ำขัง
    ข่าวแจ้งเตือนเริ่มพูดถึงพื้นที่เสี่ยง
    คนในครอบครัวเริ่มถามว่าจะต้องอพยพหรือไม่
    ตอนนั้นเองที่หลายคนเพิ่งรู้ว่า ความมั่นคงที่เราสร้างมาทั้งชีวิต ไม่ได้หมายความว่าเราจะควบคุมทุกเหตุการณ์ได้
    **การมีบ้านเป็นของตัวเองไม่ได้แปลว่าบ้านจะปลอดภัยจากทุกภัย และการมีเงินเก็บก็ไม่ได้แปลว่าเราจะเตรียมตัวได้ทันเสมอไป**
    นี่ไม่ใช่เหตุผลให้ใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัว
    แต่เป็นเหตุผลให้เลิกประมาทกับสิ่งที่เรายังพอเตรียมรับมือได้


    ## 2. คำทำนายทำให้เรากลัวได้ แต่ไม่ควรใช้แทนข้อเท็จจริง
    เมื่อมีการกล่าวถึงคำทำนายภัยพิบัติครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2573 หลายคนอาจเริ่มกังวลว่าน้ำจะท่วมเมืองหลวง หรือพื้นที่ที่ตัวเองอาศัยอยู่จะได้รับผลกระทบหรือไม่
    แต่ต้องแยกให้ออกระหว่าง **ความเชื่อ คำทำนาย และการประเมินความเสี่ยงจากข้อมูลจริง**
    เราไม่ควรสรุปว่าจะเกิดน้ำท่วมโลกหรือกรุงทรุดในปีใดปีหนึ่ง เพียงเพราะมีการกล่าวอ้างเช่นนั้น
    สิ่งที่ควรติดตามคือประกาศเตือนภัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลฝน ระดับน้ำ พื้นที่เสี่ยง และคำแนะนำในการอพยพ
    ในทางธรรม การมีสติไม่ได้หมายถึงการเชื่อทุกสิ่งที่ทำให้เรากลัว และไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธทุกสิ่งที่เราไม่เข้าใจ
    แต่คือการรู้ว่าอะไรเป็นเพียงคำกล่าวอ้าง อะไรมีหลักฐานรองรับ และอะไรที่เราควรลงมือทำในตอนนี้
    **อย่าปล่อยให้ความกลัวจากสิ่งที่ยังไม่รู้ ทำให้เรามองข้ามความเสี่ยงที่ตรวจสอบและเตรียมรับมือได้จริง**


    ## 3. ถ้ารักครอบครัว อย่ารอให้ภัยมาถึงก่อนจึงค่อยเตรียมตัว
    บางคนมีเงินเก็บหลายแสนบาท แต่ไม่รู้ว่าเอกสารสำคัญของครอบครัวอยู่ตรงไหน
    บางบ้านมีรถยนต์ แต่ไม่เคยตกลงกันว่าจะไปรวมตัวที่ไหนหากต้องอพยพ
    บางคนดูแลพ่อแม่สูงอายุ แต่ไม่เคยคิดว่าจะพาท่านออกจากบ้านอย่างไร หากเกิดน้ำท่วมฉับพลัน
    เรื่องเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องรอให้มีคำทำนายมากระตุ้น
    เราสามารถเริ่มจากสิ่งธรรมดาได้เลย
    เก็บเอกสารสำคัญไว้ในที่กันน้ำ
    เตรียมยาและของจำเป็นสำหรับสมาชิกในครอบครัว
    ตรวจสอบเส้นทางอพยพและช่องทางรับข่าวสาร
    พูดคุยกันให้ชัดว่าหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ใครจะดูแลใคร
    ไม่ต้องซื้อของทุกอย่างจนเกินกำลัง และไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกตามกระแสข่าว
    เพียงเตรียมตัวให้เหมาะกับความเสี่ยงของพื้นที่ที่อาศัยอยู่
    เพราะความรักไม่ใช่แค่การบอกคนในบ้านว่าเราจะดูแลพวกเขา
    บางครั้งความรักก็คือการเตรียมแผนไว้ล่วงหน้า ในวันที่ทุกคนยังมีเวลาและสติพอจะคิดร่วมกัน



    ## 4. พระธรรมไม่ได้สอนให้เราหนีอนาคต แต่สอนให้ไม่ประมาทกับปัจจุบัน
    ในชีวิตประจำวัน เรามักใช้เวลาจำนวนมากไปกับการกังวลเรื่องที่ยังไม่เกิด
    กลัวว่าจะตกงาน
    กลัวว่าจะป่วย
    กลัวว่าจะสูญเสียทรัพย์สิน
    กลัวว่าวันหนึ่งคนที่รักจะไม่อยู่กับเราอีกแล้ว
    ความกลัวบางอย่างช่วยเตือนให้เราเตรียมตัว แต่ถ้าปล่อยให้มันครอบงำทุกวัน เราอาจสูญเสียความสงบไปก่อนที่เหตุการณ์ใดจะเกิดขึ้นจริง
    หลักความไม่ประมาทในพระพุทธศาสนาจึงมีความหมายมากกว่าการระวังตัวจากภัยภายนอก
    มันคือการไม่ปล่อยชีวิตให้ไหลไปโดยไม่คิด ไม่ตรวจสอบ และไม่รับผิดชอบต่อสิ่งที่ควรทำ
    ถ้าฝนกำลังตกหนัก เราก็ตรวจสอบประกาศเตือนภัย
    ถ้าพื้นที่เสี่ยง เราก็เตรียมแผนอพยพ
    ถ้ายังไม่มีข้อมูลยืนยันคำทำนาย เราก็ไม่รีบเชื่อจนเสียสติ
    และเมื่อทุกอย่างยังปกติ เราก็ใช้เวลาที่มีดูแลคนในบ้าน ทำหน้าที่ของตัวเอง และเตรียมสิ่งจำเป็นอย่างพอเหมาะ
    นี่คือการอยู่กับปัจจุบันโดยไม่ทอดทิ้งอนาคต
    ไม่ต้องเชื่อว่าภัยพิบัติจะเกิดขึ้นตามคำทำนาย จึงจะเริ่มทำสิ่งที่ควรทำ



    **เพราะความไม่ประมาทมีคุณค่า แม้เหตุร้ายที่เรากังวลจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ตาม**
    1f33f.png ท้ายที่สุด เราไม่อาจรู้แน่ชัดว่าอนาคตจะพาเราไปพบอะไร แต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะใช้วันนี้อย่างมีสติและรับผิดชอบเพียงใด
    **อย่าใช้ชีวิตด้วยความกลัวว่าพรุ่งนี้โลกจะพัง แต่จงใช้วันนี้ให้ดีพอที่หากเกิดเรื่องไม่คาดฝัน เราจะไม่ต้องเสียใจว่าเราไม่เคยเตรียมอะไรไว้เลย**




    ?temp_hash=c29f15ad4b64caa28b0bafd33d71b07b.jpg


    ที่มา ดึกสงัด

    https://web.facebook.com/Duksangad
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  4. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    28,754
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,518
    ค่าพลัง:
    +71,080
    # ถ้าพรุ่งนี้น้ำท่วมบ้าน…สิ่งที่คุณห่วงที่สุดอาจไม่ใช่ชีวิตตัวเอง
    คุณอาจกำลังนั่งกินข้าวหลังเลิกงาน คิดถึงหนี้บ้าน ค่างวดรถ และเงินที่ต้องส่งให้พ่อแม่ในสิ้นเดือน


    แล้วจู่ ๆ ก็เห็นข่าวคำทำนายเรื่องน้ำท่วมใหญ่ในอนาคต
    บางคนอ่านแล้วเลื่อนผ่าน
    บางคนเริ่มกังวลว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับบ้านของตัวเอง
    แต่สำหรับคนที่มีครอบครัว มีลูก มีพ่อแม่สูงอายุ และมีภาระต้องรับผิดชอบ ความกลัวภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย
    เพราะสิ่งที่กลัวอาจไม่ใช่แค่น้ำที่กำลังขึ้น
    แต่คือวันที่น้ำเข้าบ้าน แล้วเราไม่รู้ว่าจะพาคนที่รักไปไว้ที่ไหน



    ## 1. สิ่งที่น่ากลัวกว่าคำทำนาย คือการคิดว่าเรื่องร้ายไม่มีวันเกิดกับเรา
    ลองนึกถึงบ้านหลังหนึ่งที่อยู่กันมาสิบกว่าปี
    เจ้าของบ้านทำงานเก็บเงินทีละน้อย กว่าจะซื้อบ้านได้ก็ต้องผ่อนยาวหลายสิบปี
    ในบ้านมีเอกสารสำคัญ รูปถ่ายเก่า ของที่พ่อแม่ให้ไว้ และของใช้ที่สะสมมาตลอดชีวิต
    ทุกอย่างดูมั่นคงจนเจ้าของบ้านอาจไม่เคยคิดว่า วันหนึ่งต้องรีบเก็บข้าวของขึ้นที่สูง
    จนกระทั่งฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน
    ถนนหน้าบ้านเริ่มมีน้ำขัง
    ข่าวแจ้งเตือนเริ่มพูดถึงพื้นที่เสี่ยง
    คนในครอบครัวเริ่มถามว่าจะต้องอพยพหรือไม่
    ตอนนั้นเองที่หลายคนเพิ่งรู้ว่า ความมั่นคงที่เราสร้างมาทั้งชีวิต ไม่ได้หมายความว่าเราจะควบคุมทุกเหตุการณ์ได้
    **การมีบ้านเป็นของตัวเองไม่ได้แปลว่าบ้านจะปลอดภัยจากทุกภัย และการมีเงินเก็บก็ไม่ได้แปลว่าเราจะเตรียมตัวได้ทันเสมอไป**
    นี่ไม่ใช่เหตุผลให้ใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัว
    แต่เป็นเหตุผลให้เลิกประมาทกับสิ่งที่เรายังพอเตรียมรับมือได้


    ## 2. คำทำนายทำให้เรากลัวได้ แต่ไม่ควรใช้แทนข้อเท็จจริง
    เมื่อมีการกล่าวถึงคำทำนายภัยพิบัติครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2573 หลายคนอาจเริ่มกังวลว่าน้ำจะท่วมเมืองหลวง หรือพื้นที่ที่ตัวเองอาศัยอยู่จะได้รับผลกระทบหรือไม่
    แต่ต้องแยกให้ออกระหว่าง **ความเชื่อ คำทำนาย และการประเมินความเสี่ยงจากข้อมูลจริง**
    เราไม่ควรสรุปว่าจะเกิดน้ำท่วมโลกหรือกรุงทรุดในปีใดปีหนึ่ง เพียงเพราะมีการกล่าวอ้างเช่นนั้น
    สิ่งที่ควรติดตามคือประกาศเตือนภัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลฝน ระดับน้ำ พื้นที่เสี่ยง และคำแนะนำในการอพยพ
    ในทางธรรม การมีสติไม่ได้หมายถึงการเชื่อทุกสิ่งที่ทำให้เรากลัว และไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธทุกสิ่งที่เราไม่เข้าใจ
    แต่คือการรู้ว่าอะไรเป็นเพียงคำกล่าวอ้าง อะไรมีหลักฐานรองรับ และอะไรที่เราควรลงมือทำในตอนนี้
    **อย่าปล่อยให้ความกลัวจากสิ่งที่ยังไม่รู้ ทำให้เรามองข้ามความเสี่ยงที่ตรวจสอบและเตรียมรับมือได้จริง**


    ## 3. ถ้ารักครอบครัว อย่ารอให้ภัยมาถึงก่อนจึงค่อยเตรียมตัว
    บางคนมีเงินเก็บหลายแสนบาท แต่ไม่รู้ว่าเอกสารสำคัญของครอบครัวอยู่ตรงไหน
    บางบ้านมีรถยนต์ แต่ไม่เคยตกลงกันว่าจะไปรวมตัวที่ไหนหากต้องอพยพ
    บางคนดูแลพ่อแม่สูงอายุ แต่ไม่เคยคิดว่าจะพาท่านออกจากบ้านอย่างไร หากเกิดน้ำท่วมฉับพลัน
    เรื่องเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องรอให้มีคำทำนายมากระตุ้น
    เราสามารถเริ่มจากสิ่งธรรมดาได้เลย
    เก็บเอกสารสำคัญไว้ในที่กันน้ำ
    เตรียมยาและของจำเป็นสำหรับสมาชิกในครอบครัว
    ตรวจสอบเส้นทางอพยพและช่องทางรับข่าวสาร
    พูดคุยกันให้ชัดว่าหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ใครจะดูแลใคร
    ไม่ต้องซื้อของทุกอย่างจนเกินกำลัง และไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกตามกระแสข่าว
    เพียงเตรียมตัวให้เหมาะกับความเสี่ยงของพื้นที่ที่อาศัยอยู่
    เพราะความรักไม่ใช่แค่การบอกคนในบ้านว่าเราจะดูแลพวกเขา
    บางครั้งความรักก็คือการเตรียมแผนไว้ล่วงหน้า ในวันที่ทุกคนยังมีเวลาและสติพอจะคิดร่วมกัน



    ## 4. พระธรรมไม่ได้สอนให้เราหนีอนาคต แต่สอนให้ไม่ประมาทกับปัจจุบัน
    ในชีวิตประจำวัน เรามักใช้เวลาจำนวนมากไปกับการกังวลเรื่องที่ยังไม่เกิด
    กลัวว่าจะตกงาน
    กลัวว่าจะป่วย
    กลัวว่าจะสูญเสียทรัพย์สิน
    กลัวว่าวันหนึ่งคนที่รักจะไม่อยู่กับเราอีกแล้ว
    ความกลัวบางอย่างช่วยเตือนให้เราเตรียมตัว แต่ถ้าปล่อยให้มันครอบงำทุกวัน เราอาจสูญเสียความสงบไปก่อนที่เหตุการณ์ใดจะเกิดขึ้นจริง
    หลักความไม่ประมาทในพระพุทธศาสนาจึงมีความหมายมากกว่าการระวังตัวจากภัยภายนอก
    มันคือการไม่ปล่อยชีวิตให้ไหลไปโดยไม่คิด ไม่ตรวจสอบ และไม่รับผิดชอบต่อสิ่งที่ควรทำ
    ถ้าฝนกำลังตกหนัก เราก็ตรวจสอบประกาศเตือนภัย
    ถ้าพื้นที่เสี่ยง เราก็เตรียมแผนอพยพ
    ถ้ายังไม่มีข้อมูลยืนยันคำทำนาย เราก็ไม่รีบเชื่อจนเสียสติ
    และเมื่อทุกอย่างยังปกติ เราก็ใช้เวลาที่มีดูแลคนในบ้าน ทำหน้าที่ของตัวเอง และเตรียมสิ่งจำเป็นอย่างพอเหมาะ
    นี่คือการอยู่กับปัจจุบันโดยไม่ทอดทิ้งอนาคต
    ไม่ต้องเชื่อว่าภัยพิบัติจะเกิดขึ้นตามคำทำนาย จึงจะเริ่มทำสิ่งที่ควรทำ



    **เพราะความไม่ประมาทมีคุณค่า แม้เหตุร้ายที่เรากังวลจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ตาม**
    1f33f.png ท้ายที่สุด เราไม่อาจรู้แน่ชัดว่าอนาคตจะพาเราไปพบอะไร แต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะใช้วันนี้อย่างมีสติและรับผิดชอบเพียงใด
    **อย่าใช้ชีวิตด้วยความกลัวว่าพรุ่งนี้โลกจะพัง แต่จงใช้วันนี้ให้ดีพอที่หากเกิดเรื่องไม่คาดฝัน เราจะไม่ต้องเสียใจว่าเราไม่เคยเตรียมอะไรไว้เลย**




    ?temp_hash=c29f15ad4b64caa28b0bafd33d71b07b.jpg


    ที่มา ดึกสงัด

    https://web.facebook.com/Duksangad
     

แชร์หน้านี้

กำลังโหลด...